วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.หั่นเป้านำเข้าแอลเอ็นจี50%

ปตท.หั่นเป้านำเข้าแอลเอ็นจี50% "ณรงค์ชัย" คาดเป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าอีก 10 ปี

ปตท.คาดความต้องการใช้ก๊าซแอลเอ็นจีปีนี้ลดเหลือประมาณ 2.5 ล้านตัน/ปี จากคาดการณ์เดิม 5 ล้านตัน/ปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลปริมาณใช้ลดลง เตรียมเพิ่มปริมาณจากสัญญาระยะยาวเพิ่มในช่วงที่ก๊าซมีราคาต่ำ เสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

วานนี้(8 ม.ค.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับมอบก๊าซแอลเอ็นจีจาก "การ์ต้าแก๊ส" เที่ยวแรก ปริมาณกว่า 9 หมื่นตัน ตามสัญญาซื้อขายระยะยาว 20 ปี ในปริมาณ 2 ล้านตัน/ปี และเป็นสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีระยะยาวฉบับแรกของกลุ่มปตท.

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าเป้าหมายการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้าหรือ แอลเอ็นจี ในปี 2558 คาดว่าจะลดลงจากแผนเดิม 5 ล้านตัน/ปี เหลือประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักไม่ได้เติบโตขึ้นตามแผนจากภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2557 ที่ตามแผนคาดว่าจะต้องใช้ก๊าซแอลเอ็นจี 3 ล้านตัน แต่ใช้จริงเพียงประมาณ 2 ล้านตัน

ปัจจุบัน ปตท. ลงนามในสัญญาระยะยาว 20 ปี กับทางบริษัท Qatar Liquefied Gas Company Limited (Qatargas) จำนวน 2 ล้านตัน/ปี ที่เริ่มรับก๊าซแล้ว ซึ่งในส่วนของความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นที่เหลืออีกประมาณ 5 แสนตัน จะเป็นการจัดหาจากตลาดจร(Spot Market)

นายณัฐชาติ กล่าวว่า ปตท.มีการลงทุนสร้างสถานีรับจ่ายก๊าซแอลเอ็นจีที่มาบตาพุด แล้วในเฟสแรก 5 ล้านตัน/ปี และในส่วนขยายอีก 5 ล้านตัน/ปี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2560 ทำให้มีศักยภาพในการรองรับเพิ่มเป็น 10 ล้านตัน/ปี

ในกรอบนโยบายเดิมจะต้องมีการจัดหาก๊าซแอลเอ็นจีที่เป็นสัญญาระยะยาวในสัดส่วนประมาณ 70-75% เพื่อเสริมความมั่นคง ทำให้ปตท.ไม่ปิดโอกาสที่จะเจรจากับผู้ผลิตที่จะทำสัญญาระยะยาว เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของโมซัมบิก ที่มีการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นไปแล้ว จำนวน 2.6 ล้านตัน/ปี และกับผู้ผลิตในแหล่งเชลล์ก๊าซ ที่สหรัฐอเมริกา ที่ยังคงเจรจากันอยู่ ถึงแม้ความความต้องการใช้ในปีนี้จะลดลงไปจากแผนที่วางไว้ก็ตาม

อย่างไรก็ตามความต้องการใช้แอลเอ็นจีที่ต่ำกว่าแผนเดิมนั้น จะทำให้สามารถชะลอการตัดสินใจก่อสร้างสถานีรับจ่ายก๊าซแอลเอ็นจีแห่งใหม่ ซึ่งเป็นเฟสที่ 3 อีก 5 ล้านตัน ไปได้อีกสักระยะหนึ่ง โดยต้องรอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ และนโยบายที่ชัดเจนจากกระทรวงพลังงาน

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.จะต้องมีการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในช่วงนี้ เพราะราคาก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้า ที่ใช้สูตรอิงราคาน้ำมันนั้น จะมีราคาลดลงมาตามราคาน้ำมัน ในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า

ตลาดก๊าซแอลเอ็นจีในช่วงนี้ เป็นของผู้ซื้อที่จะสามารถทำข้อตกลงเงื่อนไขได้ดีกว่า สัญญาระยะยาวที่ทำไปก่อนหน้านี้

ในการทำสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีระยะยาวกับทางกาตาร์แก๊ส ซึ่งเป็นสูตรที่อิงราคาน้ำมันนั้น ในตอนที่ลงนามใหม่ๆก็กังวลว่า ก๊าซที่ปตท.ซื้อมาจะมีราคาแพง และจะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า แต่เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมาก ทำให้ก๊าซแอลพีจีที่ปตท.นำเข้ามีราคาใกล้เคียงกับราคาก๊าซจากพม่า และเป็นผลดีต่อราคาค่าไฟฟ้าในปีนี้

นายไพรินทร์ กล่าวด้วยว่า การ์ต้าแก๊ส ได้ส่งมอบก๊าซแอลเอ็นจีให้กับ ปตท. เป็นเที่ยวแรก ในปริมาณ 90,613.430 ตัน เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2558 ตามสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีรูปแบบสัญญาระยะยาว 20 ปี ในปริมาณ 2 ล้านตัน/ปี หรือ ประมาณ 280 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อปี 2555 และเป็นสัญญาซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีระยะยาวฉบับแรกของกลุ่ม ปตท.

ที่ผ่านมาปตท.และบริษัท การ์ต้าแก๊ส ได้ทำการซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีครั้งแรกในปี 2554 ในลักษณะสัญญาแบบ Spot เพื่อใช้ทดสอบระบบ ณ สถานีรับ-จ่าย แอลเอ็นจีแห่งแรกของกลุ่ม ปตท. และแห่งแรกในอาเซียน ที่มาบตาพุด จ.ระยอง รวมถึงนำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่ขาดหายไปจากกรณีท่อส่งก๊าซฯรั่วในทะเล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

การ์ต้าแก๊สถือเป็นผู้ผลิตและขายแอลเอ็นจีใหญ่ที่สุดในโลก มีกำลังการผลิต 77 ล้านตัน/ปี คิดเป็นสัดส่วน 30% ของปริมาณแอลเอ็นจีที่ค้าขายในตลาดโลก มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติมากถึง 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ก๊าซมากกว่า 100 ปี และก็มีความต้องการที่จะให้ปตท.ทำสัญญาระยะยาวในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอีก

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนการใช้ก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาด ที่จะมาช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ โดยในอีก 10 ปีข้างหน้าก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนประมาณ 45% ซึ่งลดลงจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ในสัดส่วนเกือบ70%

"แอลเอ็นจีจะมีบทบาทมากขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะค่อยๆลดปริมาณลง"