นายกฯสั่งหน่วยงานรัฐเร่งเพิ่มขีดแข่งขัน หลังไทยถูกตัดสิทธิจีเอสพี เพิ่มวิจัย-พัฒนาสินค้า ด้านเอกชนตั้งทีมศึกษา
ผลกระทบภายในม.ค.นี้ เสนอรัฐหามาตรการช่วย คาดส่งออกไปอียูลด 10% บัวแก้วประเมินกระทบสินค้ากว่า 6 พันรายการ มูลค่าปีละกว่า 3 หมื่นล้านบาท
ภาคเอกชนตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบจากกรณีกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู) ตัดสิทธิพิเศษภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เตรียมเสนอให้ภาครัฐช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่รัฐบาลประเมินว่าได้รับผลกระทบไม่มาก และเรียกร้องให้ภาคเอกชนเพิ่มการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดแข่งขันสินค้าไทย
อียู ประกาศเกณฑ์สิทธิจีเอสพีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2555 โดยยึดหลักรายได้ของประเทศคู่ค้า โดยอียูตัดสิทธิไทยทั้งหมดในปี 2558 เนื่องมาจากธนาคารโลก ได้จัดอันดับไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-middle income country) ติดต่อกันมากกว่า 3 ปี ตั้งแต่ปี 2554 - 2556 แต่เปิดโอกาสให้ไทยมีระยะเวลาในการปรับตัว 1 ปี คือ ปี 2557
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (จีเอสพี)จากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ว่าในเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าเกิดจากประเทศไทยได้รับการยกระดับจากประเทศที่มีรายได้น้อยขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
"ขณะนี้ก็ได้มีการสั่งการหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องให้แก้ปัญหาโดยต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจทั้งการผลิต การสร้างนวัตกรรม การเพิ่มการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยแข่งขันได้และทำการค้าในระยะยาวได้มากขึ้น"
นอกจากนี้ในเรื่องของสินค้าเกษตรประเทศไทยยังถือว่ามีต้นทุนสูงกว่าเพื่อนบ้าน เนื่องจากปัจจุบันมีการจ้างแรงงานในการทำภาคเกษตรซึ่งค่าแรงของไทยก็สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องดูว่าจะลดต้นทุนอย่างไรเพื่อให้แข่งขันได้
"ปรีดิยาธร"ชี้เอกชนปรับตัวแล้ว
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2558 ที่ผ่านมาว่าพล.อ.ประยุทธ์กล่าวในระหว่างการประชุม ครม.ว่ากรณีที่ประเทศไทยถูกตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีไม่อยากให้ทุกฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องของความสูญเสียเพราะการถูกตัดสิทธิพิเศษนี้ สืบเนื่องมาจากประเทศไทยภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นสามารถขยับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง
ทางออกของประเทศไทยก็คือต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันจากสินค้าที่มีต้นทุนราคาถูกมาเป็นการแข่งขันในเรื่องคุณภาพสินค้าแทน ซึ่งเรื่องนี้ยังเกี่ยวกับการพัฒนาการวิจัยและพัฒนาซึ่งได้มอบหมายให้นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีไปตั้งคณะทำงานในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการเพิ่มจำนวนนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเพื่อเพิ่มการสร้างนวัตกรรมใหม่ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าผลกระทบเกี่ยวกับการถูกตัดสิทธิพิเศษจีเอสพีของไทยจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีสินค้าที่ได้รับผลกระทบไม่มากนัก และภาคเอกชนที่มีการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศมีการเตรียมความพร้อมรองรับไว้แล้ว
ระดับสินค้าไทยกว่า6พันรายการ
ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าพล.อ.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รายงานเรื่องการถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีและแนวทางการดำเนินการของกรมการต่างประเทศโดยระบุว่าการถูกตัดสิทธิจีเอสพีของประเทศไทยให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ โดยสาระสำคัญระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 เนื่องจากไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper middle Income Countries) คือประชากรมีรายได้ต่อหัว 3,946 - 12,195 ดอลลาร์ เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกันตามการจัดอันดับของธนาคารโลก ส่งผลให้ไทยถูกระงับสิทธิพิเศษจีเอสพีในสหภาพยุโรป(อียู)ทุกรายการเป็นจำนวนสินค้ากว่า 6,200 รายการ
การตัดสิทธิในครั้งนี้มีประเทศที่ถูกตัดสิทธิ์พร้อมกับประเทศไทยได้แก่ จีน เอกวาดอร์ และมัลดีฟส์
กระทบการค้า3หมื่นล้านบาท/ปี
นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศประเมินว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยคิดเป็นวงเงินประมาณปีละ 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 4% ของมูลค่าสินค้าที่ไทยส่งไปยังอียูหรือคิดเป็นผลกระทบ 0.4% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศไทยในแต่ละปี
สินค้าที่ได้รับผลกระทบสูง คือ อาหารทะเลแช่แข็ง เช่น กุ้ง ปลาหมึก รถจักรยานยนต์ เป็นต้น
ทั้งนี้ผลกระทบถือว่าอยู่ในวงจำกัดเนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยในภูมิภาคถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางจีเอสพีเช่นกัน ขณะที่สินค้าที่ไทยจะเสียภาษีเพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำ และประเทศในกลุ่มอียู ยังคงต้องนำสินค้าหลายรายการเข้าจากประเทศไทยเป็นหลักประกอบกับเอกชนของไทยมีการปรับตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว
บัวแก้วยันไม่เกี่ยวทางการเมือง
นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่าการถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยและไม่กระทบต่อการเจรจาทางด้านเศรษฐกิจเขตการค้าเสรี(FTA)กับกลุ่มอียู ซึ่งความร่วมมือทั้งหมดระหว่างไทย-อียูยังเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อยู่ ในส่วนของภาคเอกชนไทยได้รู้ล่วงหน้า 2 ปีและได้ปรับตัวแล้ว
สำหรับสินค้าที่ไทยได้สิทธิ์มี 173 รายการ ส่วนใหญ่ตลาดส่งออกมีประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทยถูกตัดสิทธิ์เช่นกัน
เผย3ทางเลือกธุรกิจปรับตัว
ร.อ.ยงยุทธ กล่าวว่าที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศและกรมการค้าต่างประเทศ ได้ทำงานร่วมกันในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ลดการพึ่งพาสิทธิประโยชน์จีเอสพีลงและเพิ่มทางเลือกในการดำเนินการธุรกิจ คือ 1.แนะให้เร่งหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพการการที่ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง FTA และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ อาเซียน กลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกา
2.แนะนำให้ผู้ประกอบการไทยผันตัวเองเป็นนายหน้า (Trader) โดยนำสินค้าจากประเทศที่ยังได้รับสิทธิจีเอสพี เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามส่งออกไปยังสหภาพยุโรป หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในกลุ่มCLMV เป็นต้น และ 3.การเร่งรัดเจรจาความตกลง FTA กับสหภาพยุโรปให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องจากเป็นแนวทางที่จะทดแทนจีเอสพีได้อย่างยั่งยืน
เอกชนตั้งทีมศึกษาผลกระทบ
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 องค์กร (กกร.) อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กกร. ได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบจากการที่ไทยถูกยกเลิกสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) เพื่อประเมินว่าสินค้าที่ส่งไปยุโรปภายใต้สิทธิจีเอสพีมูลค่ารวม 6,000 ล้านดอลลาร์ มีกลุ่มรายการใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ มากน้อยเพียงใด โดยบางกลุ่มจะได้รับผลกระทบสูงตั้งแต่ 10-30% ของสัดส่วนอัตราภาษีหลังไม่มีจีเอสพี
"กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน ม.ค. นี้ก่อนหารือภาครัฐเพื่อทำแผนช่วยเหลือ หรือบรรเทาผลกระทบในช่วงที่การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะการที่ไทยไม่มีจีเอสพี จะทำให้ขีดแข่งขันด้านราคาของไทยลดลง ขณะที่ประเทศคู่แข่งในกลุ่มสินค้าเดียวกัน จาก เวียดนาม และอินโดนีเซียยังได้รับสิทธินี้อยู่"
สรท.คาดส่งออกไปอียูลด 10%
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การถูกตัดจีเอสพีจากอียู อาจทำให้ในปี 2558 มูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังอียูลดลงประมาณ 10% จากในปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ผู้ส่งออกของไทยใช้สิทธิจีเอสพี อียู สูงถึง 87.66% โดยผลกระทบการส่งออกแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งเป็นสินค้าที่พึ่งพาตลาดอียูสูง และมีการใช้สิทธิ จีเอสพีสูง ได้แก่ ถุงมือยางที่ไม่ใช้ทางการแพทย์ ปลาหมึกสดแช่เย็นแช่แข็ง รถจักรยานยนต์ 250-500 ซีซี และยางนอกรถจักรยานยนต์
ระดับที่ 2 มีการขอใช้สิทธิจีเอสพี สูงแต่มีการส่งออกไปยังตลาดอียูไม่มากนัก และยังมีทางเลือกในการส่งออกไปตลาดอื่น ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง รถบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน ซึ่งรวมถึงรถกระบะ เครื่องปรับอากาศ ยางนอกรถยนต์นั่ง กระสอบ ถุง กรวยพลาสติก พลาสติกอีพอกไซด์เรซิน และมอเตอร์ไม่เกิน 37.5 วัตต์
ส่วนในระดับ 3 มีการพึ่งพาตลาดอียูเป็นตลาดหลัก แต่มีสัดส่วนการขอใช้สิทธิจีเอสพีของอียูไม่มาก ได้แก่ น้ำมันปาล์ม เครื่องปรับอากาศที่ไม่มีหน่วยทำความเย็น รถจักรยานยนต์ 500-800 ซีซี และระดับที่ 4 มีการส่งออกไปตลาดอียู และการขอใช้สิทธิจีเอสพีของอียูไม่มาก ได้แก่ เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดคงที่ เครื่องรับวิทยุที่ใช้ในยานยนต์ และของอื่นๆที่ทำด้วยพลาสติก
ทั้งนี้ สินค้า 5 อันดับแรกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ 1. รถบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน ได้รับผลกระทบมีมูลค่า 16.72 ล้านดอลลาร์ 2.ยางนอกรถยนต์นั่ง ได้รับผลกระทบ 11.15 ล้านดอลลาร์ 3. ถุงมือยางที่ไม่ใช่การแพทย์ ได้รับผลกระทบ 7.93 ล้านดอลลาร์ 4. เครื่องปรับอากาศ ได้รับผลกระทบ 7.8 ล้านดอลลาร์ และ5. กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง 6.35 ล้านดอลลาร์
6เดือนแรกยอดส่งออกลดลงชัดเจน
นายนพพร กล่าวว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 จะเห็นยอดส่งออกลดลงอย่างชัดเจน เพราะผู้นำเข้าอียู ได้เร่งนำเข้าไปตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ก่อนที่จะถูกตัดจีเอสพี และคาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ซึ่งมองว่าในปีแรกผลกระทบน่าจะไม่มาก เพราะผู้นำเข้ายังคงต้องพึ่งพาสินค้าจากไทย แต่หากเกิน 1 ปีขึ้นไป ผลกระทบจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ซื้อจะหันไปลองใช้สินค้าจากตลาดใหม่และลดการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้น
"การปรับตัวเพื่อลดผลกระทบ ผู้ประกอบการในกลุ่มที่พึ่งพาการใช้จีเอสพีสูง ควรจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้รับสิทธิจีเอสพีจากอียู และควรจะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่มีต้นทุนลดลง"









