ไทยป่วนจีนขอลดราคาเชื้อราโผล่ยาง2พันตัน "อุทัย" จี้รัฐบาลขันน็อตเจ้าหน้าที่เร่งมือแก้ปัญหาราคายางตก
จีนยื่นหนังสือไทยขอลดราคายางล็อตแรก 2 พันตัน หลังตรวจพบเชื้อรา อสย.ระบุเป็นยางโกดังตลาดกลางสุราษฎร์ธานี ขณะที่ผู้อำนวยการตลาดกลางยางสุราษฎร์ธานี ปัดยางประเทศเพื่อนบ้านสวมสิทธิเข้าซื้อขาย เหตุ เกิดจากเกษตรกรภาคอีสานและภาคเหนือ ขนไปขายหวังได้ราคาดี
นางสการะวัณน์ สังเวียนวงศ์ ผู้จัดการส่วนตลาดภายในประเทศ องค์การสวนยาง (อสย.) ได้ทำหนังสือลงวันที่ 30 ธ.ค.2557 เรื่อง คุณภาพยางที่ส่งมอบจากโกดังสำนักตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี ที่ส่งมอบให้ บริษัท ไซน่า ไห่หนาน รับเบอร์อินดัสตรี้ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พบว่ายางแผ่นรมควันชั้น 3 จำนวน 2,000 ตัน ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสีเป็นสีขาว เนื่องจากมีเชื้อราจากความชื้น ซึ่งไม่ตรงกับข้อตกลงในการซื้อขายยางพาราครั้งแรก จึงมีหนังสือแจ้งมายังฝ่ายไทย ให้ทำการเจรจา เพื่อลดราคาให้ตรงตามราคายางที่เป็นข้อเท็จจริง
นายพนัส แพชนะ ผู้อำนวยการตลาดกลางยางพารา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ช่วง10 วันสุดท้ายปี 2557 มียางทะลักเข้าขายในตลาดกลางยางพาราในภาคใต้ วันละประมาณ 8 แสนตันถึง 1 ล้านตัน ถือว่าสูงมากกว่าปกติที่มีซื้อขายวันละประมาณ 3 แสนตัน ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ ซึ่งนายอำนวย ปะติเส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความกังวลเกรงว่าจะเป็นยางจากประเทศเพื่อนบ้าน
จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยางพาราจากภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งขนส่งไปขายที่ตลาดกลางภาคใต้ เพราะเชื่อว่าราคาดีกว่าตลาดกลางอื่นๆ อย่างไรก็ตามตลาดกลางยางพาราทั้งหมด มีการซื้อขายยางราคาเดียวทั่วประเทศทั้ง 6 แห่งคือตลาดกลางยางพาราสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา บุรีรัมย์ และหนองคาย จึงขอให้เกษตรกรในภาคอีสานและเหนือนำยางพาราไปขายในตลาดกลางที่ใกล้เคียงได้ เพื่อลดค่าใช้จ่าย
“การทะลักของยางเข้าตลาดกลาง จากการส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบ พบเป็นยางจากภาคอีสานและเหนือ ยืนยันไม่ใช่ยางจากประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งเข้ามาสวมสิทธิ แม้ราคาจะต่ำกว่าของไทยกิโลกรัมละ 2- 3 บาทก็ตาม ”นายพนัส กล่าว
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร รายงานราคายางพารา วานนี้(5ม.ค.) ซึ่งเป็นวันแรกเปิดทำการ พบว่าราคาประมูลตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 57 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3อยู่ที่กิโลกรัมละ 61 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท ราคาน้ำยางสด ณ โรงงาน อยู่ที่กิโลกรัมละ 46 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท ราคาเศษยาง (100%) ณ โรงงาน กิโลกรัมละ 41 บาท
ด้านนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปเกษตร กล่าวว่าจากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยางพารา ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพารา, ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนผู้ประกอบการด้านยางพารา เพื่อหาแนวทางเร่งด่วน Quick Win ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ
แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่บางพื้นที่ราคายังคงต่ำกว่า 40 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นรัฐบาลจะต้องทบทวน 16 มาตรการ ในการกระตุ้นให้ยางพารามีราคาสูงขึ้น ซึ่งต้องใช้งบ 7.85 หมื่นล้านบาท
“กรณีเงินทุนช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละไม่เกิน 1,000 บาท จากข้อมูลพบว่าเกษตรกรได้รับเงินไม่ถึง 3% บางพื้นที่ได้ไม่ถึง 1% ยังติดขัดด้านกำลังคนของเจ้าหน้าที่ เกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือ “นายอุทัย กล่าว
ส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้รับซื้อยางเก็บเข้าสต็อก ขณะนี้ได้รับแจ้งว่ายังมีปัญหาทางปฏิบัติของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. มีปัญหาเชิงเทคนิค ส่วนของธนาคารพาณิชย์ 6 ธนาคาร มีปัญหาเอกสาร การปล่อยสินเชื่อรัฐบาลต้องตรวจสต็อกทุก ๆ สิ้นเดือน ส่วนกองทุนส่งเสริมอาชีพเสริมให้แก่เกษตรกร รายละ 100,000 บาท ยังไม่มีแนวทางดำเนินการ มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลทั้งหมด ยังติดขัดที่ปัญหากลไกระดับล่างของหน่วยงานราชการ ขาดการขับเคลื่อน









