วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจาะกำแพงกีดกันรุกการค้าอาเซียน

เจาะกำแพงกีดกันรุกการค้าอาเซียน ส.อ.ท.ชี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายแนะเตรียมพร้อมรับแข่งขัน

เปิดศักราชประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสิ้นปี 2558 ภาคเอกชนแนะเจรจาลดกำแพงกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพิ่มอำนวยความสะดวกการค้าและบริการ เร่งวางแผนเตรียมความพร้อมรับการแข่งขัน รัฐจัดทำแผนปฏิบัติการปี 2558 การผลักดันสินค้าไทยให้เป็นหนึ่งในอาเซียน

สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำหนดให้ 1 ม.ค.2558 สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะต้องร่วมกันเป็นหนึ่งหรือการก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน Asean Economic Community(AEC) แต่ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ รวมถึงความไม่พร้อมของสมาชิกทำให้ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เดือนพ.ย. 2555 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้มีมติเลื่อนการเข้าสู่ AEC ไปเป็นวันที่ 31 ธ.ค. 2558

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้สมาชิกอาเซียนมีเวลาอีก 12 เดือน ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นคำตอบให้แผนการสร้าง 1 ตลาด 10 ประเทศเป็นจริงได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาไปก่อนเท่านั้น

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ตามข้อตกลงของอาเซียนเรื่องสินค้า 6 ประเทศอาเซียนเก่า ต้องลดภาษีสินค้าส่วนใหญ่ 0% ตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ประเทศอาเซียนใหม่ ได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม จะลดภาษีเมื่อ 31 ธ.ค.2558 แต่การทำธุรกิจการค้าปัจจุบันยังมีมาตรการและกฎระเบียบทางการค้าต่างๆที่ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคและทั้ง 10 ชาติสมาชิกอาเซียน ต่างก็มีมาตรการต่างๆออกมาใช้ ทำให้แผนสร้างตลาดเดียวแห่งภูมิภาคสะดุด

สมาชิกตั้งกำแพงการค้าเพียบ

สำหรับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศต่างๆที่เอกชนประสบโดยสรุป ได้แก่ ประเทศบรูไน กำหนดมาตรการสินค้าผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อสัตว์ ไก่สดแช่แข็ง น้ำมันและไขมันสัตว์ ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะฮาลาล โรงฆ่าสัตว์ต้องได้รับรองจากหน่วยงาน รวมทั้งไก่สดแช่แข็งสามารถนำเข้าได้จากบริษัทผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาตจากประเทศมาเลเซียเท่านั้น

ประเทศกัมพูชา มาตรการด้านเทคนิคที่เป็นอุปสรรคทางการค้า ผลิตภัณฑ์อาหาร กำหนดให้สลากต้องระบุรายละเอียดผู้ผลิต วันเดือนปี ผลิตและหมดอายุ ส่วนผสม การใช้งาน บริโภค โดยต้องเป็นภาษาเขมร

ประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ มาตรการควบคุมการนำเข้า ได้แก่ อุปกรณ์การเกษตร สินค้าจอบ เสียม และพลั่ว เป็นสินค้าควบคุม เนื่องจากต้องการปกป้องสินค้าที่ผลิตในประเทศ มาตรการการออกใบอนุญาตการนำเข้า สินค้าข้าว จะต้องให้หน่วยงาน BULOG เป็นผู้ขออนุญาตนำเข้าจากกระทรวงการค้า ในกรณีที่ปริมาณข้าวภายในประเทศไม่เพียงพอ และเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวในประเทศ

ประเทศลาว น้ำมันเชื้อเพลิง ยานพาหนะทุกชนิด หนังสือและสิ่งพิมพ์อื่นๆ เกมที่เป็นภัยต่อจริยธรรมของเยาวชน เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ปืนกีฬา อุปกรณ์สนุกเกอร์ บุหรี่ ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ เครื่องมือสื่อสาร สินแร่และเคมีภัณฑ์ สิ่งตีพิมพ์ จักรยาน ต้องได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พม่างัดมาตรการใบอนุญาตนำเข้า

ประเทศพม่ากำหนดมาตรการบังคับใช้กับสินค้าทุกชนิดต้องมีใบอนุญาต สินค้าอุปโภคบริโภค 8 รายการจากไทยที่ยังคงห้ามนำเข้า ได้แก่ สุรา เบียร์ บุหรี่ หมากฝรั่ง เค้ก เวเฟอร์ช็อกโกแลต ประเทศมาเลเซีย มาตรการควบคุมนำเข้า ได้แก่ สินค้าข้าว ต้องนำเข้าผ่าน Padiberas National Berhad (BERNAS) และจะใช้มาตรการห้ามนำเข้าชั่วคราวในช่วงที่ผลผลิตในประเทศมาก นอกจากนี้ยังมีมาตรการทางเทคนิคที่เป็นอุปสรรคทางการค้า ได้แก่ อาหาร อาหารฮาลาล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสุขภัณฑ์และเซรามิก

ประเทศฟิลิปปินส์ มาตรการควบคุมการนำเข้า ได้แก่ สินค้าข้าว มีหน่วยงาน National Food Authority:NFAเป็นผู้ควบคุมการนำเข้าและได้ปรับให้เอกชนและสหกรณ์การเกษตรนำเข้ามากขึ้น ฟิลิปปินส์จะเปิดนำเข้าข้าวในปี 2558 เมื่อเข้าสู่ AEC แต่จะลดภาษีเหลือเพียง 35% ไม่ใช่ 0% เหมือนสินค้าอื่นๆ

ประเทศเทศเวียดนาม กำหนดเพิ่มรายการสินค้านำเข้าที่อยู่ภายใต้การขออนุญาตแบบอัตโนมัติมากขึ้น และให้ยื่นคำร้องและแจ้งตอบทางไปรษณีย์เท่านั้น ประเทศสิงคโปร์ มีมาตรการออกใบอนุญาตมาใช้ โดยไก่และเป็ด ผลิตภัณฑ์ไก่และเป็ดจากฟาร์มที่มีการตรวจสอบและรับรองจาก Agri-Food &Veterinary Authority :AVA เท่านั้น

แม้แต่ประเทศไทยก็มีการกำหนด มาตรการห้ามนำเข้าต่างๆเช่น กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องขออนุญาตนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ ปิโตรเลียม สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ยา และสินค้าเกษตร จำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าว

ชี้ตั้งกำแพงสูงฉุดอาเซียนขาดเสน่ห์

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า มาตรการทางการค้าที่กำหนดขึ้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน ปกป้องสุขอนามัยของประชาชนในประเทศ แต่ในทางปฎิบัติจริงเหตุผลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ เพื่อลดความคล่องตัวทางการค้า ทั้งที่เป็นหลักการของการรวมตัวเป็น AEC ทำให้เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าทางการค้าและการลงทุนของอาเซียน อาจไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งเป้าไว้ และเชื่อว่าช่วงเวลา 1 ปีจากนี้ หากอาเซียนยังไม่ปรับทัศนคติการรวมกลุ่มกันอย่างแท้จริง แผนที่จะสร้างปึกแผ่นในภูมิภาคเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและการลงทุนในเวทีระดับโลกก็จะลดลง

“ช่วงเวลา 12 เดือนจากนี้ ไทยและอาเซียนต้องใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อให้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆลดลง เกิดความคล่องตัวทางการค้าการลงทุนได้อย่างแท้จริง เพราะปัจจุบันไม่เพียงแต่อาเซียน 10 ประเทศเท่านั้นที่จะต้องรวมกันเป็นหนึ่ง แต่ยังมีประเทศคู่เจรจาที่เข้ามาร่วมเป็นเขตการค้าเสรี หากอาเซียนไม่สามารถรวมกันได้ การจะออกไปรวมกับนอกภูมิภาคจะกลายเป็นความเสี่ยงแทนที่จะเป็นโอกาส” นายพรศิลป์ กล่าว

ชี้เปิดเสรีบริการหัวใจเออีซี

นอกจากสินค้าและบริการยังเป็นสิ่งสำคัญในกรอบอาเซียน โดยการค้าบริการมีการเจรจาในกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน หรือ ASEAN Famework Agreement on Service - AFAS ว่า กำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทยอยเปิดตลาดบริการ โดยให้สมาชิกอาเซียนอื่นสามารถเข้าถือหุ้นในธุรกิจตามสาขาที่กำหนดได้ 70% และให้นับเอานักลงทุนนอกภาคีอาเซียนที่มีการลงทุนและทำธุรกิจจริงอยู่ในอาเซียนด้วย หรือ NON Partyปัจจุบัน AFAS สถานะล่าสุด มีการลงนามข้อมูลผูกพันชุดที่ 9 ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียน ในเดือนส.ค. 2557

ทางภาคเอกชนไทยได้รวบรวมความเห็นว่าด้วยการลงทุนธุรกิจบริการของแต่ละประเทศในอาเซียน พบว่ายังมีข้อจำกัดต่างๆ โดยกัมพูชา กำหนดการลงทุน/จัดตั้งธุรกิจ ไม่มีข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะกัมพูชาต้องการสนับสนุนให้มีการอบรมพนักงานกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ อินโดนีเซีย เห็นว่าการลงทุนควรอยู่ในรูปแบบของบริษัทร่วมทุน หรือสำนักงานตัวแทนร่วมทุนที่ต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ลาว กำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นอย่างน้อย 30% และต้องมีนักลงทุนที่เป็นคนลาว อย่างน้อย 1 คน

มาเลเซีย ไม่จำกัดการถือหุ้นแต่การครอบงำธุรกิจจะต้องได้รับอนุมัติ เช่น กรณีต่างชาติมีสิทธิ์ออกเสียงในการซื้อกิจการเกิน 15% หรือรวมกันหลายรายเกิน 30% ต้องมาขอนุมัติก่อน

พม่าให้ลงทุนได้ 100% แต่ธุรกิจบริการจะมีกฎหมายรัฐวิสาหกิจเศรษฐกิจกำกับดูแลอีกชั้น ฟิลิปปินส์ ยังกำหนดกิจการสงวนสิทธิไว้ให้พลเมือง ส่วนการบริการของบุคคลธรรมดา แรงงานต่างด้าวจะทำงานได้ก็ต่อเนื่องเป็นงานที่ชาวฟิลิปปินส์ไม่ทำหรือมีคนไม่เพียงพอ สิงคโปร์ ไม่มีข้อจำกัด เวียดนาม ไม่มีข้อจำกัดเช่นกัน แต่ยกเว้นธุรกิจบางสาขาเท่านั้น

ภาคเอกชนยังเห็นว่าการจะออกไปลงทุนในประเทศอาเซียน ไม่ใช่เรื่องง่าย

สิงคโปร์บี้จริงใจโรดแมพเปิดเสรี

นายธวัชชัย โสภาเสถียรพงษ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ประเด็นอุปสรรคทางการค้าต่างๆ รวมถึงความไม่สะดวกเรื่องการค้าบริการ ได้มีการหยิบยกในที่ประชุมกรอบอาเซียนหลายเวที ซึ่งภาคเอกชนของแต่ละประเทศแสดงความกังวลว่าหากอุปสรรคต่างๆยังอยู่จะทำให้การรวมตัวกันในอาเซียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีสิงคโปร์เป็นหัวหอกที่สำคัญในการยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นหารือ ซึ่งไม่เพียงในเวทีระดับอาเซียนแต่ได้นำขึ้นหารือในเวทีของอาเซียนที่มีกับประเทศคู่เจรจา เช่น อินเดีย แต่ในที่ประชุมยังไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ชัดเจนว่ามีอุปสรรคทางการค้าอยู่จริง จึงไม่นำไปสู่ท่าทีเพื่อแก้ไขปัญหานี้

“อาเซียนได้ค่อยๆปรับตัวเพื่อรับมือกับการรวมเป็นหนึ่งเดียวมานานแล้ว เรื่องสินค้าก็เปิดเสรีมาตั้งแต่ 2553 เรื่องบริการก็ค่อยๆผ่อนกฎระเบียบให้คนในอาเซียนเข้ามาลงทุนและให้คนไทยออกไปลงทุนในอาเซียนได้มากขึ้น ส่วนปัญหาอุปสรรคต่างๆต้องค่อยๆแก้ไขกันไป ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้การเปิดเสรีกลายเป็นการสร้างปัญหาในประเทศด้วย” นายธวัชชัย กล่าว

พาณิชย์ชูแอ็คชั่นแพลนปั้นสินค้าไทย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ของปี 2558 ประกอบด้วย โครงการผลักดันสินค้าไทยให้เป็นหนึ่งในอาเซียน ผ่านรูปแบบความร่วมมือกับเอกชนในการคัดเลือกสินค้าเพื่อนำมาส่งเสริม การนำผู้ซื้อของห้างในอาเซียนมาเจรจาซื้อสินค้าในไทย เป็นต้น ภายใต้โครงการนี้ตั้งเป้าหมายว่าจะได้สินค้าเป็นหนึ่งในอาเซียนอย่างน้อย 10 รายการ ส่วนการจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจจะทำให้มีการสั่งซื้อต่อเนื่อง 4,000 ล้านบาท โครงการพี่เลี้ยงธุรกิจสู่อาเซียน ผ่านกิจกรรมให้ธุรกิจรายใหญ่มาให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจรายย่อยเดือนละ 1 ครั้ง

โครงการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้ประกอบการของไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ในธุรกิจอัญมณี ค้าปลีกค้าส่ง โลจิสติกส์ การเกษตร ไซโล โครงการจัดการประกวด ASEAN Design และการแก้ไขปัญหาอุปสรรครวมถึงการอำนวยความสะดวกทางค้า ผ่านการประชุมเจรจากับอาเซียนและประเทศพันธมิตรอาเซียน การแก้ไขปัญหาต่างที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนเพื่อทำให้การค้าชายแดนคล่องตัว

ส.อ.ท.จี้สมาชิกปรับตัวรับค้าเสรี

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า ในการเปิดเออีซีช่วงเดือน ธ.ค. 2558 นั้น จะทำให้ทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมกันเป็นตลาดเดียว ทำให้การส่งสินค้าและบริการมีความคล่องตัว จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของอุตสาหกรรมไทย ดังนั้นผู้ประกอบการไทยจะต้องใช้เวลาอีก 12 เดือน ในการเร่งศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในอาเซียน ภาษา วัฒนธรรมท้องถิ่น กฎหมาย และระบบธนาคารของแต่ละประเทศ เพื่อเตรียมรุกตลาดอาเซียน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่มีแผนที่จะออกไปบุกตลาด ก็ควรจะต้องเตรียมการรับมือผู้ประกอบการในอาเซียนจะเข้ามาแข่งขัน โดยจะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าเก่า ลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ รวมทั้งควรจะรวมกลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มสินค้าเดียวกันให้มีขนาดใหญ่ เพื่อให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้นและมีต้นทุนที่ลดลง

“สินค้าที่ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด จะเป็นอุตสาหกรรมในกลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องสำอาง เป็นต้น ซึ่งจากการประเมินศักยภาพการแข่งขันของ ส.อ.ท. พบว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งหมด 42 กลุ่ม มีศักยภาพสามารรถแข่งขันในอาเซียนได้มากกว่าครึ่ง และในจำนวนนี้มีอยู่ 20 กลุ่มที่มีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่งในอาเซียนมาก ส่วนธุรกิจบริการในกลุ่มของโรงพยาบาลและความงาม ไทยมีศักยภาพสู้ได้กับทุกประเทศ มีมาตรฐานการรักษาสูง และที่มีราคาต่ำกว่าคู่แข่งสิงคโปร์ประมาณ30%” นายเกรียงไกร กล่าว

ขณะที่กลุ่มที่เสียเปรียบที่เห็นอย่างเด่นชัด จะเป็นกลุ่มปิโตรเคมีในกลุ่มเม็ดพลาสติก เนื่องจากมาเลเซียมีวัตถุดิบที่มากกว่า ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย รวมทั้งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของมาเลเซียก็มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ธุรกิจบริการในกลุ่มธนาคาร และโรงแรม ก็จะต้องแข่งขันกับธุรกิจที่แข็งแกร่งจากมาเลเซียและสิงคโปร์