ปิดตลาดหุ้นไทยปี 57 ไปไม่ถึง 1,500 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทะลุ 13 ล้านล้านบาท ดันพี/อีพุ่ง 17.81 เท่า
บรรยากาศการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในวันทำการสุดท้ายของปี 2557 เป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยมีมูลค่าการซื้อขายไม่ถึง 3หมื่นล้านบาท โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดการซื้อขายที่ 1,497.67 จุด ปรับตัวลดลง 0.55 จุด หรือ 0.04% มูลค่าการซื้อขาย 25,330.75ล้านบาท ทั้งนี้ภาพรวมการซื้อขายตลอดปี 2557 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปี 198.96 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 15.32 % มูลค่าหลัก ทำจุดสูงสุดในวันที่ 26 ก.ย. ที่1,600.16 จุด และจุดต่ำสุดวันที่ 3 ม.ค. 1,224.62 จุด มูลค่าการซื้อขาย 10,193,179.06 ล้านบาท ลดลง 13.45% มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 41,604.81 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 13.45 %
สำหรับจำนวนบริษัทจดทะเบียนในตลาดเพิ่มขึ้น 16 บริษัท หรือ 23.08% ส่งผลให้มีจำนวนบริษัทจดทะเบียน 502 บริษัท หรือเพิ่มขึ้น 2.66 % โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 13,856,283.31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.52% มีอัตราเงินปันผลตอบแทน 2.94% หรือลดลง 9.26 % หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ 17.81 เท่า หรือเพิ่มขึ้น 21.99 %
ด้านมูลค่าการซื้อขายนั้น พบว่า นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิทั้งปี 71,423.94 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขาย นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 36,584.47 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ ขายสุทธิ 38,421.09 ล้านบาท และ บริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 3,581.62 ล้านบาท
ในส่วนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดการซื้อขายที่ 700.05 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 96.20 % มูลค่าการซื้อขายต่อวัน3,861.68 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 70.95 % มีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 20 บริษัท หรือ 33.33 % ส่งผลให้มีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 111บริษัท หรือเพิ่มขึ้น 16.84 % มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 383,075.24 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 115.98 % อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 0.87 % หรือลดลง 40.41 % อัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรสุทธิ 69.69 เท่าหรือ เพิ่มขึ้น 145.87 % ส่วนตลาดการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าพบว่า มีปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาด 36,021,150 สัญญา หรือเพิ่มขึ้น 116 % ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 147,025 สัญญาหรือเพิ่มขึ้น 116 %
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ในปี 2558 สิ่งที่จะเข้ามากระทบกับตลาดหุ้นนั้นจะมีทั้งหมด 4 ปัจจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คือ 1 การเมืองในประเทศ เชื่อว่าจะเริ่มมีความร้อนแรงตั้งแต่เดือน เม.ษ.เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นเส้นตายของกำหนด 120วัน ที่คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อพิจารณา คาดว่าจะมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเฉพาะผู้เสียประโยชน์
2. การลงทุนภาครัฐบาล หลังจากปี 2557 ที่ประเทศไทยต้องติดหล่มวิกฤติการเมือง และผลกระทบต่อเนื่องจากอภิมหานโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดก่อน ฉุดรั้งให้การเติบโตของจีดีพี 9 เดือนแรก เติบโตเพียง 0.2 % เท่านั้น ดึงให้อัตรากำไรสุทธิตลาดหุ้นไทยอาจติดลบถึง 3 % เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งในปี 2558 จะเป็นปีที่ตลาดคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลปัจจุบันว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ 3.5 % ไม่ว่าจะเป็นการเบิกจ่ายงบประมาณ นโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องติดตามว่าจะสามารถดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใด หากโครงการต่างๆของรัฐบาลดำเนินไปอย่างล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและกำไรของบริษัทจดทะเบียน
3.การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐ โดยจากการตัวเลขชี้นำทางเศรษฐกิจเริ่มอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และ ธนาคารกลางสหรัฐมีมุมมองที่ดีต่อ ตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งที่ประชุมเอฟโอเอ็มซี คาดว่าจะมีการปรับลดค่ากลางของประมาณการอัตราดอกเบี้ยลง ในปี 2558 เหลือ 1.125 % จากเดิมที่ 1.375 % อาจเป็นสัญญาณว่า เฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยก่อนไตรมาสที่ 2 ปีหน้า
และปัจจัยสุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของธนาคารกลางในหลายประเทศ อย่างอีซีบี ที่ผ่านมาแม้มีการกระตุ้นแต่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร และต้องติดตามการส่งสัญญาณในครั้งต่อไปในการประชุมวันที่ 22 ม.ค. 2558 ถึงท่าทีในระยะถัดไปส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น แม้จะมีการทำคิวอีในช่วงที่ผ่านมา และทำให้การเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ต้องติดตามว่าปริมาณเงินที่ออกมาจะมีผลต่อระบบการเงินของโลกมาน้อยเพียงใด รวมถึงมาตรการที่จะออกมาในอนาคต และสุดท้ายท่าทีของธนาคารกลางจีน ที่เริ่มเห็นเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลง อาจกดดันให้มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินในเชิงผ่อนคลายมากขึ้น
ด้านการซื้อขายทองคำในวันทำการสุดท้ายพบว่า ราคาทองคำแท่ง 96.5 % ปิดการซื้อขาย โดยราคารับซื้อ 18,450 บาทต่อบาททองคำ
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่าค่าเงินบาทวานนี้ปิดตลาดที่ระดับ 32.89-32.90 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 32.96-32.98 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทปรับขึ้นไปแข็งค่าสุดที่ระดับ 32.89 บาทต่อดอลลาร์และอ่อนค่าสุดของวันที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางธุรกรรมบางเบา เนื่องจากนักลงทุนเริ่มหยุดทำการแล้ว ส่วนแนวโน้มสัปดาห์หน้าหลังเปิดปีใหม่ยังไม่มีปัจจัยใดที่มีน้ำหนักต่อตลาดมากนัก โดยมองว่าเงินบาทน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-32.90 บาทต่อดอลลาร์
“ตลาดวานนี้ร่วงมาเกือบ 10 สตางค์ ในช่วงท้ายตลาด เพราะมีแรงขายดอลลาร์ไหลเข้ามา ช่วงตลาดเบาบางแบบนี้เลยลงเยอะ ขณะที่สกุลอื่นก็อ่อนค่าด้วยเช่นกันโดยเฉพาะค่าเงินเยนต่อดอลลาร์ ส่วนแนวโน้มหลังเปิดปีใหม่เป็นไปได้ที่ตลาดจะกลับมาคึกคักขึ้น เพราะลูกค้าเริ่มกลับมาทำธุรกรรมกัน แต่ในช่วงวันหยุดนี้ต้องดูว่าจะมีข่าวอะไรออกมาหรือไม่ ถ้าไม่มีเงินบาทเปิดมาก็น่าจะแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยเพราะที่ผ่านมาก็ไปเทสระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์อยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่ผ่านเสียที สัปดาห์แรกของปีคงเห็นกรอบ 32.70-32.90 บาทต่อดอลลาร์ได้”









