ผู้บริหารจ่ายเงินเฉียด 50 ล้านบาทพร้อมใจซื้อหุ้น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร สอดคล้องกับกองทุนต่างชาติเพิ่มการถือครอง
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า มีรายการเข้าซื้อหุ้นของผู้บริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในเดือน ธ.ค. จำนวน 5 รายการ นาย ชิงชัย โลหะวัฒนะกุล รองประธานกรรมการ เข้าซื้อหุ้น 2 รายการ โดยรายการแรก จำนวน 900,000 หุ้น ที่ราคา 26.92 บาทต่อหุ้น และรายการที่ 2 จำนวน 900,000 หุ้น ที่ราคา 26.06 บาทต่อหุ้น รวม 2 รายการ มีมูลค่า 47,682,000 ล้านบาท นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ กรรมการ เข้าซื้อหุ้น 1 รายการ จำนวน 20,000 หุ้น ที่ราคา 27.75 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่า 555,000 ล้านบาท และนาย วีรชัย รัตนบานชื่น เข้าซื้อหุ้น 2 รายการ รายการที่ 1 จำนวน 600 หุ้น ราคาหุ้นละ 28.25 บาทต่อหุ้น และรายการที่ 2 จำนวน 76 หุ้น ที่ราคา 28.40 บาทต่อหุ้น รวมมูลค่า 19,108.40 บาท รวมการทำรายการทั้งหมด อยู่ที่ 48,256,108 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รายงานการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่ ในงวดการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น วันที่ 29 ก.ย. พบว่านักลงทุนต่างชาติเข้า ซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสเตรท สตรีท แบงก์ ยุโรป ลิมิเต็ด ขยับจากผู้ถือหุ้นอันดับที่ 10 จำนวนหุ้น 100,272,119 หุ้น หรือ คิดเป็นสัดส่วน 1.30% มาอยู่อันดับที่ 8 โดยถือหุ้นจำนวน 132,580,839 หุ้น หรือ คิดเป็น 1.71% เอชเอสบีซี (สิงคโปร์) นอมินี ขยับจากผู้ถือหุ้นอันดับที่ 11 จำนวน 91,526,591 หุ้นหรือคิดเป็น 1.18% มาอยู่อันดับที่ 10 จำนวน 96,574,848 หุ้น หรือคิดเป็น 1.25% เชส นอมินี ลิมิเต็ด 1 ขยับจาก อันดับที่ 17 ถือหุ้นจำนวน 66,549,834 หุ้น หรือคิดเป็น 0.86% ขยับมาอยู่อันดับที่ 12 จำนวน 87,764,710 หุ้น หรือคิดเป็น 1.13%
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มอาหารจากเดิมที่เท่ากับตลาด เป็นมากกว่าตลาด จาก แนวโน้มการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ราคาเนื้อสัตว์ยังทรงตัวในระดับสูง ปริมาณการผลิตกุ้งเริ่มฟื้นตัว การส่งออกที่เพิ่มขึ้น การอ่อนค่าของค่าเงินบาท และการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อีกทั้งมีโอกาสเติบโตจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงการเข้าซื้อกิจการต่อยอดธุรกิจผลประกอบการกลุ่มอาหารจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นชัดเจนในปี 2558 ตามภาวะการณ์ฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในย่านอาเซียน ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่า กลุ่มอาหารมีโอกาสในการเข้าซื้อกิจการมากขึ้น เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิม หรือเป็นการขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปยุโรป ที่เชื่อว่ามีโอกาสขายกิจการในราคาที่ไม่สูงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ราคาเนื้อไก่ยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ดี จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นหลังจากญี่ปุ่นกลับมานําเข้าไก่สดจากไทย และ รัสเซียมีแนวโน้มนําเข้าไก่จากไทยเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าไก่สดส่งออกไปญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่า 40% จากประมาณ 50,000 หมื่นตัน ในปี 2557 เป็นกว่า 70,000 ตัน
ในปี 2558 และจะเพิ่มเป็น 2 แสนตันในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ส่วนการฟื้นตัวของผลผลิตกุ้งแม้จะช้ากว่าที่คาดไว้ โดยปีนี้ผลิตได้ 200,000 ตันจากที่คาดไว้ 250,000 ตัน แต่ทั้งนี้คาดว่าปริมาณการผลิตกุ้งของไทยในปี 2558 จะกลับมาที่ 240,000 ตันหรือฟื้นตัว 20% ได้ โดยผู้ส่งออกไทยแม้จะโดนตัดภาษี จีเอสพี ในยุโรป ทำให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นจากเดิม 7% มาอยู่ที่ 20% แต่ยังมีแนวโน้มที่ดีจาก การหาตลาดอื่นมากขึ้น ทั้งในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า ซีพีเอฟมีความโดดเด่นที่สุดในกลุ่มอาหาร เพราะราคาหุ้นยังไม่ตอบรับการฟื้นตัวของกิจการ นอกจากนี้การฟื้นตัวของธุรกิจกุ้งที่ขาดทุนมา 2 ปีติดต่อกัน คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในปีนี้ และธุรกิจสัตว์บกในประเทศไทยยังได้รับผลบวกจากราคาขายที่ทรงตัวระดับสูง และต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ลดลง
ทั้งนี้คาดว่า ซีพีเอฟจะไม่มีผลประกอบการที่โดดเด่นมากนักในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2558 เพราะอยู่ในช่วงโลว์ซีซันธุรกิจ แต่จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้งหลังจากไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป









