"บิ๊กดีล" แห่งปี 2557 รุกซื้อธุรกิจ "ใน-ต่างประเทศ"
นับถอยหลังเข้าสู่ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" (เออีซี) ที่กำลังจะขึ้นวันที่ 1 ม.ค.2559 บน "สมรภูมิการแข่งขัน" ที่เดิมพันด้วยประชากร เกือบ 600 ล้านคน จาก 10 ประเทศในอาเซียน
ขนาดตลาดและโอกาสที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้น จึงเห็นเหล่า "บิ๊กธุรกิจไทย" เร่งต่อยอด-ทาบกิ่งธุรกิจ ด้วยการซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions - M&A) รวมไปถึงการร่วมทุน ทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพื่อเบ่งความใหญ่จากขนาด (Economy Of Scale) ต่อกรกับคู่แข่งทั้งที่คุ้นหน้า และไม่คุ้นหน้า อย่างต่อเนื่อง
ตอบโจทย์ "ธุรกิจครบวงจร" แบบปิด "ประตูเสี่ยงทุกด้าน"
โดย "กลยุทธ์" ที่พวกเขาเลือกใช้บุกยึดตลาด แบ่งเป็น 2 แนวทางคือ "รุก" และ "ตั้งรับ" ตามแต่ความได้เปรียบด้าน "ชัยภูมิ" และ "โอกาสทางธุรกิจ" นั้นๆ
"เจริญ"รุกค้าปลีกอาเซียน
ภาพชัดในการรุกตลาดอาเซียนปี 2557 ต้องยกให้ ดีลของบมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ทุ่มเงิน 2.8 หมื่นล้าน ซื้อธุรกิจค้าปลีก"เมโทร แคช แอนด์ แครี่" ในเวียดนาม ต่อยอดธุรกิจครบวงจร จากธุรกิจจัดจำหน่าย ร้านสะดวกซื้อ สู่ค้าปลีก มีเป้าหมายใช้ "เวียดนาม"เป็นฐานที่มั่น บุกตลาดซีแอลเอ็ม วี (กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม) ต่อยอดอาณาจักรทีซีซีสู่เออีซี หลังซื้อกิจการเฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารรายใหญ่ในสิงคโปร์ ที่จะโฟกัสตลาดอาเซียนอีกฝั่ง (มาเลเซีย สิงคโปร์)
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังเห็น บีเจซี "ติดสปีด" เดินเกมช้อป เริ่มจากเข้าซื้อกิจการอาหารในมาเลเซีย การร่วมทุนโรงงานมาลายา เวียดนาม กล๊าส ลิมิเต็ด เปิดโรงงานผลิตกระป๋องอะลูมิเนียมสำหรับเครื่องดื่ม ภายใต้บริษัท ทีบีซี-บอล เบเวอร์เรจ แคน เวียดนาม ลิมิเต็ด กับบริษัทระดับโลก อย่าง โอเว่น อิลลินอยส์ อิงค์ ขึ้นแท่นผู้ผลิตขวดแก้วอันดับ 1 ในอาเซียน
ซื้อกิจการ"ไทยคอร์ป กรุ๊ป" ผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 1 ใน 3 ของเวียดนาม มีเครือข่ายร้านค้า 5 หมื่นร้านค้า และการซื้อโรงงานเต้าหู้อันดับ 1
จากนั้นเข้าซื้อกิจการบริษัท ไทอัน เวียดนาม จอยส์สต็อก คัมปะนี เสริมแกร่งการกระจายสินค้าให้บีเจซี ในเวียดนามใต้ ,การซื้อกิจการบริษัท ภูไท กรุ๊ป จอยส์ สต็อก คัมปะนี เพื่อฮุบค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ ขณะนั้นคือ "แฟมิลี่มาร์ท" ก่อนเปลี่ยนเป็น "B's mart" ปัจจุบันมี 98 สาขา รวมถึงการซื้อกิจการในไทย เช่น บริษัท ดานอน แดรี่ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของตราสินค้า "แอคทิเวีย" ดึงเชนร้านยา "โอเกนกิ" จากญี่ปุ่นมาขยายในไทย
ทุ่ม 3.5 พันล้านฮุบ "เคแลนด์"
นอกจากการรุกสู่ธุรกิจค้าปลีกในรอบปีที่ผ่านมา ทีซีซีกรุ๊ป ยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการทุ่มเงิน 3.5 พันล้านบาท ซื้อหุ้น บมจ.กรุงเทพบ้านและที่ดิน หรือ เคแลนด์ 1,780 ล้านหุ้น หรือ 100% ของหุ้นเคแลนด์ทั้งหมด ผ่านบมจ.แผ่นดินทองพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาฯในกลุ่ม หวังขยายตลาดบ้านระดับกลางและบน "กินรวบ" ตลาดอสังหาทุกเซ็กเมนท์ ผ่านบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด (Grand U) และตลาดอสังหาฯแนวราบ ผ่านบมจ.แผ่นดินทองฯ
"ทียูเอฟ" ควบรวม บิ๊กแซลมอนยุโรป
อีกดีลซื้อกิจการ "นอกบ้าน" ต้องยกให้กับ "ธีรพงศ์ จันศิริ" แห่งบมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ ที่ประกาศข้อตกลงควบรวมกิจการทั้งหมดของเมอร์อไลอันซ์ ผู้ผลิตแซลมอนรมควันชั้นนำของยุโรป มียอดรายได้รวมที่ 220 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.6 พันล้านบาท (30 บาทต่อดอลลาร์)
ข้อตกลงดังกล่าว ถือเป็นกลยุทธ์ของทียูเอฟ ในการเพิ่มศักยภาพทางตลาดจากความเชี่ยวชาญของเมอร์อไลอันซ์ ในฐานะผู้นำด้านปลาแซลมอนรมควันในยุโรป รวมไปถึงขยายการเติบโตด้านรายได้ให้แข็งแกร่งขึ้นในธุรกิจอาหารประเภทแช่เย็นในยุโรป
ร่วมทุน 5 หมื่นล.ผุดแลนด์มาร์คค้าปลีก
ขณะที่ความเคลื่อนไหวสำคัญ ในการ "ตั้งรับ" การแข่งขันในไทย เกิดขึ้นกับ "กลุ่มธุรกิจค้าปลีก" จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทย ที่ตั้งอยู่ "ศูนย์กลาง" อาเซียน เมื่อ สยามพิวรรธน์ เจ้าของและผู้บริหารโครงการสยามเซ็นเตอร์ สยามพารากอน สยามดิสคัฟเวอรี่ ร่วมกับ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.) ประกาศความร่วมมือผุดโครงการ "ไอคอนสยาม" ศูนย์การค้าและคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่รวม 7.5 แสนตร.ม. บนที่ดิน 50 ไร่ ย่านเจริญนคร ด้วยมูลค่าโครงการ 5 หมื่นล้านบาท จะเปิดบริการปี 2560
ด้านความเคลื่อนไหวของอีกค่ายยักษ์ค้าปลีกอย่าง "เดอะมอลล์กรุ๊ป" ประกาศแผนลงทุน 5-6 หมื่นล้านบาท ในระยะ 5 ปี พัฒนาโครงการใหม่ ประกอบด้วย เดอะ แบงค็อก มอลล์ ย่านบางนา, บลูเพิร์ล ภูเก็ต, บลูพอร์ต หัวหิน, ดิ เอ็มควอเทียร์, ดิ เอ็มสเฟียร์ และปรับปรุง ดิ เอ็มโพเรี่ยม โดยประเมินว่าใน 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจาก 26 ล้านคน เป็น 40-50 ล้านคน
"สิงห์" อัด 8 พันล้านซื้อกิจการ "รสา"
กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกกลุ่มที่ขอทำให้ตัวเองแข็งแรง ตั้งรับการแข่งขันในบ้าน รอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เมื่อกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่ อย่างค่ายสิงห์ ทุ่มเงิน 8 พันล้านบาท ผ่านบริษัทสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นบมจ.สิงห์ เอทเตท ซื้อกิจการ บมจ.รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ พร้อมจัดตั้งบริษัท เอส โฮเทล แมเนจเม้นท์ เป็นบริษัทย่อย เพื่อประกอบธุรกิจบริหารกิจการโรงแรม สะท้อนภาพการแข่งขันในธุรกิจอสังหาฯ ที่ดุเดือด ทำให้อสังหาฯรายเล็ก ทำธุรกิจยากขึ้น
แนวทางธุรกิจของสิงห์ จะพัฒนาโครงการอสังหาฯทุกรูปแบบ ทั้ง บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโรงแรม ใช้จุดแข็งด้านเงินทุน ประสบการณ์ การผลิตสินค้าคุณภาพตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค มีเป้าหมายผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก จากปัจจุบันรายได้จากนอนแอลกอฮอล์ มีสัดส่วน 35% ของรายได้รวมกว่าแสนล้านบาทต่อปี
ซื้อ "ไทยพร็อพเพอร์ตี้" แข่งรายใหญ่
ขณะที่ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟ็ค ของนายชายนิด อรรถญาณสกุล ใช้เงินกว่า 1,800 ล้านบาท ซื้อกิจการ บมจ.ไทย พร็อพเพอร์ตี้ (TPROP) โดยวิธีการแลกหุ้น โดยการเข้าซื้อกิจการของไทย พร็อพเพอร์ตี้ ครั้งนี้ หวังจะใช้สินทรัพย์บริษัทลูกคือ บริษัทแกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ต่อยอดธุรกิจ เสริมฐานทุนให้แข็งแกร่ง
โดยผู้บริหารพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ระบุว่าเมื่อซื้อกิจการแล้วจะดันรายได้-สินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของอุตสาหกรรม รับการแข่งขันกับกลุ่มทุนใหญ่อย่าง "ไทยเบฟ" และกลุ่มบุญรอด ที่รุกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เต็มตัว
"บีทีเอส-แสนสิริ" พัฒนาอสังหาฯแนวรถไฟฟ้า
อีกดีลที่เป็นเคลื่อนไหวใหญ่ในปีที่กำลังผ่านพ้น คือการคืนสังเวียนอสังหาฯ ของ นายคีรี กาญจนพาสน์ ในนามบมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ที่ร่วมกับ นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ลงนามตั้งบริษัทร่วมทุน ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ตามแนวรถไฟฟ้า โดยถือหุ้น 50:50 ประเดิมเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯแรกภายใต้การดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนคือ โครงการคอนโดมิเนียม สูง 43 ชั้น 900 ยูนิต บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต
ไชนาโมบายล์ ฮุบหุ้นทรูฯ ล้างหนี้
ขณะที่ในแวดวงโทรคมนาคม เกิดดีลใหญ่ เมื่อ "ไชน่า โมบายล์" เบอร์ต้นธุรกิจโทรคมนาคมจีน เข้ามาถือหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น อีกขาธุรกิจของซีพี. หลังจากไชน่า โมบายล์ ชำระค่าหุ้นมูลค่า 2.86 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้นกลุ่มทรูฯ ถือเป็นการ "ปิดดีล" ครั้งสำคัญของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอ กลุ่มทรูฯ หลังจากที่บริหารธุรกิจ ท่ามกลางกองหนี้แสนล้าน มานานเกือบ 20 ปี เพราะเงินค่าหุ้นนี้ เมื่อรวมกับเงินเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยแล้ว จะได้รวมกันกว่า 65,000 ล้านบาท จำนวนนี้ประมาณ 52,000 ล้านบาท นำไปจ่ายหนี้ ทำให้หนี้ของกลุ่มทรูฯลดลงเหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท หนี้สินต่อทุนลดเหลือ 0.6 เท่า จากเดิม 12 เท่า เสริมความแข็งแกร่งฐานะการเงิน และเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ สู้ศึกโทรคมนาคมในปี 2558 ที่จะมีการประมูล 4 จี
ด้านความเคลื่อนไหวของธุรกิจมีเดีย หลังการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล 24 ช่อง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น กลายเป็นแรงกดดันธุรกิจเพย์ทีวี (ธุรกิจโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก) ในรอบปีจึงเกิดดีลการควบรวมกิจการธุรกิจเพย์ทีวี เพื่อทางรอด
แกรมมี่-ซีทีเอช ควบรวมเพย์ทีวี
เมื่อบมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ให้บริษัท แซท เทรดดิ้ง (Z TRADING)เป็นบริษัทย่อยเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ซีทีเอช (CTH) สัดส่วน 10% จำนวน 30 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1.03 พันล้านบาท คิดเป็นราคา 34.33 บาทต่อหุ้น โดยจะชำระค่าหุ้นสามัญทั้งหมด หรือ 100 % ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม บี ให้กับบริษัทย่อยของซีทีเอช คือ บริษัท ซีทีเอช แอลซีโอ
การทำรายการนี้ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจเพย์ทีวี มีการแข่งขันสูง ใช้เงินลงทุนสูง ลักษณะธุรกิจของซีทีเอช และจีเอ็มเอ็มบี สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ การที่ แซท เทรดดิ้ง เข้าลงทุนหุ้นสามัญของซีทีเอช จะช่วยลดต้นทุน และลดการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจของทั้ง 2 บริษัท









