วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นAAVร่วง3%รับข่าวแอร์เอเชียอินโดฯหาย

ราคาหุ้น "AAV" ปรับลดลงกว่า 3% รับข่าวแอร์เอเชียอินโดนีเซียสูญหาย โบรกฯ แนะสะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัทไทย แอร์เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ปรับตัวลดลงทันทีกว่า 3% ตั้งแต่เปิดการซื้อขาย ล่าสุดเวลาประมาณ 10.02 น. ราคาหุ้นอยู่ที่ 4.30 บาท ลดลง 0.12 บาท หรือ 2.71% มูลค่าการซื้อขาย 76.55 ล้านบาท

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า เมื่อเช้าวานนี้ เครื่องบินแอร์บัส 320-200 เที่ยวบิน QZ8501 สายการบินอินโดนีเซีย แอร์เอเชีย บินจากเมืองสุราบายา โดยมีปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ เกิดอุบัติเหตุและสูญหาย น่าจะสร้าง sentiment เชิงลบต่อ AAV เท่านั้น เนื่องจากสายการบินอินโดนีเซีย แอร์เอเชีย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการถือหุ้นระหว่างกัน กล่าวคือ อินโดนีเซีย แอร์เอเชีย ถือหุ้นโดย Air Asia Berhad 49% ซึ่งบริษัทแม่ที่มาเลเซีย ให้บริการสายการบินแอร์เอเชีย “ภายใต้แบรนด์ Air Asia” (ที่เหลืออีก 51% ถือหุ้นโดยนักลงทุนท้องถิ่นในอินโดนีเซีย) ขณะที่ AAV เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ถือหุ้นใหญ่โดยผู้บริหารคนไทย 46% (ที่เหลือถือหุ้นโดยนักลงทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนรายย่อยของไทย) ซึ่ง AAV เป็น Holding Company ถือหุ้นอยู่ในบริษัทเดียว คือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย สัดส่วนราว 55% ขณะที่ส่วนที่เหลือ 45% ถือหุ้นโดย Air Asia Berhad บริษัทแม่ที่มาเลเซีย เช่นเดียวกัน จึงใช้แบรนด์ “Air Asia” ในการทำตลาดร่วมกัน รวมถึงการจัดซื้อเครื่องบินร่วมกัน ดังนั้นบริษัทแม่คือ Air Asia Berhad เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้จึงน่าจะส่งผลกระทบทางอ้อม ในเรื่องความเชื่อมั่นของลูกค้าที่อาจจะลดลงจากกรณีนี้ ซึ่งฝ่ายวิจัยจะติดตามข้อมูลตัวเลขสถิติการบินอย่างใกล้ชิดก่อนนำเสนออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในด้านประมาณการกำไรปี 2558 ซึ่งคาดไว้ที่ 1.4 พันล้านบาท ฝ่ายวิจัยเชื่อว่ายังเป็นไปได้ เพราะได้กำหนดสมมติฐานในการคำนวณรายได้อย่างอนุรักษ์นิยม คือกำหนดให้ Load Factor (สัดส่วนผู้เดินทางต่อกำลังให้บริการ) ทั้งปี 2558 ที่ 81% (VS ปีนี้ซึ่งได้รับปัจจัยลบปัญหาการเมืองที่กำหนด 80.5%) และยังมีโอกาสได้รับผลชดเชยจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิง (44% ของต้นทุนบริการรวม) จากราคาน้ำมันดิบโลกที่ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำระดับ 55-60 เหรียญฯต่อบาร์เรลเทียบเท่าราคาน้ำมันเครื่องบิน 80-85 เหรียญฯ ซึ่งต่ำกว่าสมมติฐานฝ่ายวิจัยที่ 100 เหรียญฯ (เทียบเท่าราคาน้ำมันดิบที่ 75 เหรียญฯ)

สำหรับนักลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ “เลี่ยงลงทุน” ไปก่อน และให้กลับมาหาจังหวะทยอย “ซื้อ” สะสม เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงมูลค่าพื้นฐานเดิมไว้ที่ 6.0 บาท ยังมี Upside น่าสนใจลงทุน