'ทีพีซีเอช'มั่นใจเหนือจอง-นักลงทุนจองล้น

"ทีพีซีเอช" เตรียมประเดิมไอพีโอตัวแรกปี 2558 มั่นใจราคาเหนือจองนักลงทุนจองซื้อล้น ย้ำไอพีโอ 12.75 บาทเหมาะสม
ในปี 2558 บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้า จะเป็นบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่รายแรก โดยเตรียมทำการซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันที่ 8 ม.ค.2558 หลังเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไปและผู้ถือหุ้นเดิมเสร็จสิ้นทั้งหมดในวันที่ 26 ธ.ค. 2557 กำหนดราคาไอพีโอ 12.75 บาท คิดเป็นค่าพีอี 159 เท่า
นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก มั่นใจว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นเหนือราคาจองแน่นอน เพราะในช่วงที่เปิดให้นักลงทุนจองซื้อเมื่อปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั่วไปและผู้ถือหุ้นเดิมต้องการหุ้นมากกว่าจำนวนที่เสนอขายค่อนข้างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของบริษัท
ส่วนราคาหุ้นไอพีโอที่ 12.75 บาท ถือเป็นราคาเหมาะสม แม้มีค่าพีอีถึง 159 เท่า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียง 10 เมกะวัตต์ แต่ปี 2560 บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรโตแบบก้าวกระโดด และทำให้ค่าพีอีลดลงเหลือไม่ถึง 10 เท่า
"อีก 3 ปี บริษัทจะมีกำลังการผลิตถึง 100 เมกะวัตต์ หรือ 10 เท่าจากตอนนี้ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการเติบโตก้าวกระโดด และทำให้ค่าพีอีลดลงเหลือไม่ถึง 10 เท่า โดยบริษัทอยากให้เข้าใจว่า ธุรกิจพลังงานทางเลือกเป็นการซื้ออนาคต เพราะต้องระดมทุนเพื่อไปก่อสร้างโรงไฟฟ้า และถ้าสังเกตให้ดีกลุ่มบริษัทพลังงานทางเลือกตอนไอพีโอจะมีค่าพีอีสูงเสมอ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้น พอโครงการต่างๆ สร้างเสร็จก็จะลดลง เพราะธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้ามีรายได้และกำไรที่แน่นอนในระยะยาว"
ทั้งนี้ราคาไอพีโอ 12.75 บาท ยังไม่รวมผลบวกจากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ ได้ปรับซื้อไฟฟ้ารูปแบบใหม่เป็นแบบคำนวณผลตอบแทนตามต้นทุนที่แท้จริง (ฟีดอินทารีฟ) ที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เป็นช่วงหลังจากที่บริษัทกำหนดราคาหุ้นไปแล้ว โดยประโยชน์จากการปรับการซื้อไฟฟ้ารูปแบบใหม่คือ จะเพิ่มความสามารถทำกำไรของบริษัทสูงขึ้น จากรูปแบบเดิมที่มีส่วนเพิ่ม 3.2-3.4 บาท แต่การคำนวณรูปแบบใหม่ จะมีราคารับซื้ออยู่ที่เฉลี่ย 4.2 บาท จากปัจจุบันมีอัตรากำไรสุทธิ 30% ขณะที่การคิดค่าไฟแบบใหม่จะเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 45%
นอกจากนี้จะช่วยให้อัตราการเติบโตของบริษัทรวดเร็วขึ้น เพราะการคำนวณค่าไฟแบบฟีดอินทารีฟจะมีราคาสูงในช่วง 7 ปีแรกและทำให้บริษัทคืนทุนได้เร็วขึ้น และสุดท้ายบริษัทสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง มีความสามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ดีกว่าพลังงานทดแทนแบบอื่น อาทิ แสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉลี่ยวันละเพียง 6 ชั่วโมง และที่สำคัญโรงไฟฟ้าของบริษัทตั้งอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีค่าตอบแทนส่วนเพิ่มพิเศษอีก 1.30 บาทต่อหน่วย
"ในช่วงที่กำหนดราคาไอพีโอยังไม่ได้รวมประโยชน์จากการคำนวณไฟฟ้าแบบใหม่ เพราะเพิ่งมีประกาศออกมาตอนหลัง ซึ่งเป็นส่วนลดให้กับนักลงทุนไปในตัวเลย โดยการคิดค่าไฟแบบใหม่ จะทำให้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 45% จากปกติ 30% เพราะราคาปรับขึ้นจากเดิมมาก จะทำให้เราถึงจุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น และมีเงินสดไปลงทุนโครงการใหม่ๆ ได้ ลองคำนวณง่ายๆ ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ คิดเป็นรายได้ 220-250 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 30%"







