"ปรีดิยาธร"ลั่นผลงานรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดันจีดีพีไตรมาส4 ปีนี้โต3% มั่นใจส่งผลถึงปี2558 คาดขยายตัว 4.5%
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แถลงผลงานของรัฐบาลในโอกาสทำงานครบรอบ 3 เดือน 13 วัน
ทั้งนี้ มีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 5 คน แถลงใน 5 ด้าน ประกอบด้วย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯด้านความมั่นคง ซึ่งติดภารกิจที่ต่างประเทศมอบหมายให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แถลงงานแทน หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลงานด้านเศรษฐกิจ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม แถลงผลงานด้านสังคม พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกรณ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลงานด้านการต่างประเทศ และปิดท้ายด้วยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ทั้งหมดใช้เวลาในการแถลงนาน 4 ชั่วโมง 15 นาที โดยจบการแถลงในเวลา 13.15 น.และแจกหนังสือสรุปผลงานความหนา 63 หน้า โดยมีพักเบรก 10 นาที 1 ครั้ง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "สิ่งที่ทำมาทั้งหมดยังไม่เป็นที่น่าพอใจสำหรับที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคง ยั่งยืนในอนาคต ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคน"
ด้านม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการแถลงรัฐบาลรอบ 3 เดือนว่าการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 4 ปี 2557 ขยายตัวได้ 3% และคาดว่าทั้งปี 2557 จีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 1%
ทั้งนี้การที่เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้สามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้นถึง 3% มาจาก 3 ส่วนสำคัญได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งงบประมาณฯประจำและงบลงทุนฯที่สามารถเบิกจ่ายได้ ณ วันที่ 19 ธ.ค. เป็นวงเงินทั้งสิ้น 7.32 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึง 8 แสนล้านบาทได้ภายในสิ้นปีนี้
2.การบริโภคของภาคครัวเรือนในเดือน พ.ย. - ธ.ค.ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงทำให้ประชาชนมีเงินเหลือในการบริโภคมากขึ้น และ 3.การเร่งรัดการออกใบอนุญาต ร.ง.4 ซึ่งในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาได้มีการอนุมัติใบ ร.ง.4 ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้วกว่า 2,957 โรงงาน ซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 112,000 คน และจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในปีต่อๆ ไป
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยว่าเศรษฐกิจในปี 2558 จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ดีโดยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2558 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% และทั้งปีจะขยายตัวได้ประมาณ 4.5% เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการลงทุนสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในการเบิกจ่ายงบลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งโดยเบื้องต้นในส่วนของการลงโครงการถนนทั้งการสร้างและการซ่อมเส้นทางประมาณ 1 แสนล้านบาท และยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีการประมูลและทำสัญญาในปี 2558 อีกหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 6 เส้นทางซึ่งมีแผนที่จะประมูลในปี 2558 โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ - รังสิต รังสิต-ธรรมศาสตร์ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มมีนบุรี - ศูนย์วัฒนธรรม และศูนย์วัฒนธรรม - ตลิ่งชัน เป็นต้น ส่วนโครงการที่งานก่อสร้างโยธาใกล้จะแล้วเสร็จให้ทำสัญญาเรื่องการเดินรถรองรับไว้ก่อนเพื่อให้สามารถให้บริการประชาชนได้โดยเร็วที่สุด
“เศรษฐกิจในปี 2558 งบประมาณการลงทุนภาครัฐเกี่ยวกับโครงการด้านคมนาคมจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีเงินเพิ่มขึ้น 800 - 900 บาท/เดือนจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ส่วนปัจจัยเสี่ยงผมก็จับตาดูอยู่หลายเรื่องหลักๆ ก็เป็นเรื่องราคาน้ำมันที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่ค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวมีรายได้ลดลง อาจทำให้การนำเข้าสินค้าจากเราลดลงซึ่งขอเวลาอีก 2 เดือนจะสามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจนขึ้น”ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
คาดใน2สัปดาห์จ่ายเงินสวนยางพารา
สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องยางพาราโดยการจ่ายชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 15,000 บาท วงเงิน 8,500 ล้านบาทเพื่อจ่ายให้กับชาวสวนยาง 8.5 แสนราย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาการจ่ายเงินให้กับชาวสวนยางยังล่าช้าโดยสามารถจ่ายไปได้เพียง 19,000 รายเศษเท่านั้นเป็นวงเงินที่จ่ายแล้ว 190 ล้านบาท เนื่องจากขั้นตอนการลงทะเบียนและตรวจสอบทำได้ล่าช้ามาก
ทั้งนี้ได้ขออนุมัติจากนายกรัฐมนตรีว่าจะขอเร่งรัดการเบิกจ่ายโดยยกเลิกการขึ้นทะเบียนในส่วนที่เหลือและไปใช้บัญชีเดิมที่เคยมีการขึ้นทะเบียนไว้เพื่อให้เงินลงไปถึงมือชาวสวนยางเร็วขึ้นโดยจะเร่งดำเนินการภายใน 2 สัปดาห์นี้เพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวสวนยาง ทั้งนี้ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 ในขณะนี้ราคาอยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัมยังมั่นใจว่าราคาจะเพิ่มเป็น 60 กิโลกรัมได้ภายในปีนี้
ดันเหมืองโปแตช3โครงการ
ในปี 2558 รัฐบาลจะดำเนินการสนับสนุนการเปิดเหมืองโปแตชของภาคเอกชนโดยเริ่มจากโครงการเหมืองแร่ 3 แห่งมูลค่าการลงทุนรวม 7.5 หมื่นล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าผลผลิตแร่รวม 5.6 แสนล้านบาทต่ออายุโครงการ 25 ปี โดยทั้ง 3 โครงการได้แก่ เหมืองแร่โปแตช จ.ชัยภูมิ มูลค่าการลงทุน 4 หมื่นล้านบาท เหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี มูลค่าการลงทุน 3 หมื่นล้านบาท และเหมืองแร่โปแตช จ.นครราชสีมา มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท
ประเทศไทยถือว่ามีแหล่งโปแตชที่มีคุณภาพดีที่สุดในเอเชีย โดยมีปริมาณสำรองแร่โปแตชอยู่ถึง 4.07 แสนล้านตัน มีมูลค่าเหมืองแร่ที่สามารถทำเหมืองแร่ได้ประมาณ 200 ล้านล้านบาท ที่ราคาแร่ 400 ดอลลาร์ต่อตัน ทั้งนี้จะมีการเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนและรัฐเก็บค่าภาคหลวงและผลประโยชน์พิเศษและกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนต้องลงทุนโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่
เร่งระบายข้าวในสต็อกรัฐบาล
สำหรับผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน โดยแก้ปัญหาเรื่องข้าว ด้วยการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปี 2557/2558 รวม 32 ครั้ง ใน 21 จังหวัดปริมาณการซื้อขาย 34,200 ตันโดยราคาสูงกว่าโรงสีเฉลี่ย 200 - 500 บาท การให้สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2557/58 วงเงิน 34,788 ล้านบาท การทำความตกลงซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมปริมาณ 7.75 แสนตัน การจำหน่ายข้าวให้แก่เอกชนที่มีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ 5.96 หมื่นตัน และการเปิดประมูลข้าวทั่วไป 3 ครั้ง 3.48 แสนตัน
การระบายข้าวนั้นยังมีปริมาณไม่มากเนื่องจากอยู่ในช่วงต้นฤดูผลิตหากระบายข้าวมากเกินไปราคาข้าวจะตกลง ส่วนการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท วงเงิน 4 หมื่นล้านบาทจะจ่ายได้ครบถ้วนภายในสิ้นปีนี้
แก้ปัญหามันสำปะหลัง-อ้อย
การแก้ปัญหาเรื่องมันสำปะหลัง โดยการให้สินเชื่อเพื่อชะลอการเก็บเกี่ยวแก่เกษตรกรจำนวน 5 แสนราย วงเงินกู้รวม 2.5 หมื่นล้านบาท การยกระดับการแปรรูปมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปและการจัดเก็บโดยจัดสรรวงเงินกู้ 1.5 หมื่นล้านบาทอัตราดอกเบี้ย 3% ปี
นอกจากนี้ การดำเนินการเรื่องอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2556/2557 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทโดยชดเชยที่ราคา 160 บาทต่อตัน และการจัดทำยุทธศาสตร์อ้อยโรงงานและน้ำตาลทรายปี 2558 - 2569 เพื่อให้รองรับกับนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการปลูกอ้อยทดแทนข้าวในพื้นที่ที่ขาดศักยภาพ
เดินหน้าแผนลงทุนใหม่
ผลงานด้านการส่งเสริมการลงทุน เช่น การพิจารณาทบทวนร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 7 ปี (2558 - 2564) โดยทบทวนอุตสาหกรรมรายประเภทและการให้สิทธิประโยชน์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนในปัจจุบัน รวมทั้งการออกมาตรการสนับสนุนการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC)
มีทั้งมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีทัดเทียมกับประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าในภูมิภาคได้แก่ สิงคโปร์และฮ่องกง เพื่อส่งเสริมให้ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการค้าในอนาคต
ปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ
ในด้านพลังงาน รัฐบาลได้แก้ไขปัญหากองทุนน้ำมันและการปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงและการใช้อย่างสมดุล รวมทั้งการส่งเสริมการสำรวจพลังงานและแหล่งปิโตรเลียมในไทย โดยกระทรวงพลังงานได้ออกประกาศให้สิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบ 21 เพื่อสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่วนการส่งเสริมพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน โดยให้อนุมัติหลักการในการปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนจากการที่รัฐบาลให้ส่วนต่างค่าไฟฟ้า (Adder) เป็นการทำสัญญาระยะยาวในการรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนในอัตราพิเศษ (Feed in Tariff :FIT)
ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ มีการส่งเสริมโดยขยายระยะเวลาในการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวน 130.64 เมกะวัตต์ ที่ผูกพันสัญญากับรัฐแล้วจากเดือน ธ.ค.57 เป็นเดือน มิ.ย.58 และให้เพิ่มปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินจาก 576 เมกะวัตต์เพิ่มอีก 800 เมกะวัตต์รวมเป็น 1,376 เมกะวัตต์
เร่งดันกฎหมายภาษี-ช่วยรายย่อย
สำหรับ มาตรการทางด้านการคลังเพื่อการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การเสนอกฎหมายภาษีมรดกและการให้,การออกมาตรการสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชนรายย่อย (Nano -Finance) วงเงินไม่ 1 แสนบาท โดยจะเริ่มประกาศใช้ได้ในช่วงกลางเดือน ม.ค.2558 และมีเอกชนจะเข้าร่วมดำเนินการแล้ว 3 ราย
นอกจากนี้ มีการจัดตั้งกองทุนร่วมทุนเพื่อให้รัฐบาลร่วมลงทุนกับ SMEs,การออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นพันธบัตรของ ธ.ก.ส. 5 หมื่นล้านบาทและของรัฐบาลออกโดยกระทรวงการคลัง 5 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการออมของประชาชนในระยะยาว
เดินหน้าเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเปลี่ยนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและกรรมการเฉพาะกิจ 5 ด้าน การเร่งรัดออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมและกิจการเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ และการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น






