วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนรับทุนระยะสั้นไหลออก

นักวิเคราะห์เตือนรับมือเงินระยะสั้นไหลออก หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯโตแข็งแกร่ง ประเมินหุ้นไทยปีหน้ามีโอกาสขยับขึ้น

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวดัชนีดาวโจนส์ปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและทะลุระดับ 18,000 จุด ส่งผลกระทบต่อหุ้นไทย โดยได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ช่วงต้นปีและมีเงินไหลออกบ้าง สะท้อนจากผลตอบแทนที่ดีของตลาดหุ้นสหรัฐตั้งแต่ปีที่แล้ว ต่อเนื่องมาในปีนี้

"ยังส่งผลกระทบต่อเม็ดเงินจากตลาดหุ้นในยุโรป โดยมีการไหลออกบ้างเช่นกัน และเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ แต่คาดว่าเป็นแค่ระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในระยะยาว ยังคงมีแนวโน้มที่ดี"

ส่วนแนวโน้มการลงทุนปีหน้า ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากนัก เนื่องจากหุ้นไทยในปีนี้ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงปีหน้า ควรจับตามองเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากปัญหาในรัสเซีย ขณะที่ตลาดเงินของไทยอาจจะได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันดี แต่ปัจจัยที่หน้าจับตามองคือดอกเบี้ยจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นหรือไม่

กสิกรรับกระทบทุนไหลออก

ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นของสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง น่าจะส่งผลกระทบต่อเงินทุนที่จะไหลออกจากประเทศไทยบ้างเล็กน้อย เพราะนักลงทุนต่างประเทศ อาจจะจัดสรรเงินทุนเหล่านั้นเข้าไปลงทุนที่สหรัฐเป็นหลัก

"สาเหตุที่นักลงทุน น่าจะจัดสรรเงินเข้าไปลงทุนที่สหรัฐ เพราะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่มากของจีดีพีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสินค้านำเข้าของสหรัฐจะถูกลง" นายเผดิมภพ กล่าว

นายเผดิมภพ มองว่า ความเสี่ยงในการขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติมีน้อยมาก เพราะก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติ ได้ทยอยขายออกไปมากแล้ว ส่วนนักลงทุนที่ยังคงถืออยู่ประมาณ 34% ของมูลค่าทั้งหมด เป็นกลุ่มนักลงทุนที่เน้นถือลงทุนระยะยาว เสมือนเป็นเจ้าของธุรกิจ เชื่อว่านักลงทุนกลุ่มนี้จะไม่ขายหุ้นออกมา

บล.ไทยพาณิชย์มองปีทองสินทรัพย์เสี่ยง

ด้านนายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ มองกลับกันว่าจะไม่กระทบต่อเงินทุนที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือในตลาดอื่นๆ เพราะนักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ เลือกจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น

"หากนักลงทุนเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม เงินลงทุนส่วนใหญ่ จะไหลไปยังสินทรัพย์เสี่ยง และจะเป็นการไหลไปทั่วทุกภูมิภาค ยกเว้นในจุดที่มีปัจจัยลบเฉพาะตัว อาทิ ปัญหาภายในประเทศ ซึ่งปีนี้จะเห็นว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจากต้นปี ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าจะปรับตัวขึ้นได้มากหรือน้อย" นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุนปีหน้า จะมาจากแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของสหรัฐและจีน ปัจจุบันสหรัฐ มีค่าพีอี 20 เท่า ซึ่งส่วนตัวมองว่า ยังอยู่ในระดับที่ไม่แพง เพราะในอดีตที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยพีอีของสหรัฐ จะอยู่ที่ระดับ 15-20 เท่า

ส่วนจีนเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีที่สุดขณะนี้ เพราะมีพีอีเพียง 11 เท่า และที่สำคัญคือนโยบายทางการเงิน ที่ปรับมาเป็นนโยบายแบบผ่อนคลาย โดยไตรมาส 4 ปีนี้ ตลาดหุ้นจีนเติบโตได้ถึง 30% จากปีก่อน

คาดปีหน้าดัชนีหุ้นไทยแตะ1,800 จุด

ขณะที่ตลาดหุ้นปีหน้า นายเกียรติศักดิ์ เชื่อว่า ดัชนีจะสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ 1,800 จุด ที่ระดับค่าพีอี 14.8 เท่า เทียบจากกำไรต่อหุ้นของปี 2559 เนื่องจากภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อ 2 เศรษฐกิจใหญ่ของโลก และแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน คาดจีดีพีจะโตได้ 3.5% จากปีนี้

"ปีหน้าปัจจัยสำคัญที่จะหนุนการเติบโต คือ การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็น 50% ของจีดีพี จะฟื้นตัวกลับมา หลังจากปีนี้กำลังซื้อยังคงได้รับผลกระทบจากอานิสงส์รถคันแรกอยู่พอสมควร นอกจากนี้นโยบายการลงทุนของภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบได้เป็นอย่างดี ขณะที่การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน" นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงมาก คือ อีกปัจจัยที่จะช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่สำคัญของหลายบริษัท และราคาน้ำมันที่ลดลงยังช่วยให้ประชาชนมีเงินบริโภคมากยิ่งขึ้นด้วย

จีดีพีสหรัฐไตรมาส 3 โตสุด 11 ปี

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐปรับเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 เป็น 5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี จากรายงานเดิมที่ 3.9% นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่าการเติบโตกำลังเปลี่ยนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

เหตุผลหลักที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มจีดีพี เนื่องจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและภาคธุรกิจแข็งแกร่งกว่ารายงานก่อนหน้านี้ โดยขยายตัวในระดับสูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2546 ทั้งนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 3.2% จากรายงานเดิมที่ 2.2% สำหรับการเติบโตด้านการลงทุนภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 8.9%

เมื่อรวมกับไตรมาส 2 ที่เศรษฐกิจขยายตัว 4.6% แล้ว เท่ากับว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวแข็งแกร่งมากที่สุด 2 ไตรมาสติดกันตั้งแต่ปี 2546

ดาวโจนส์ทุบสถิติทะลุ18,000จุด

ข้อมูลนี้ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดตลาดวันอังคาร (23 ธ.ค.) เหนือระดับ 18,000 ด้วยการปรับตัวขึ้น 0.36% หรือ 64.73 จุด

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะช่วยหนุนเศรษฐกิจโลก และเชื่อว่าราคาน้ำมันสู่จุดต่ำสุดรอบ 5 ปีครึ่งในระยะนี้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภค

นายเมซ บลิกซิลเวอร์ ผู้อำนวยการบริษัทมาร์เบิลเฮดแอสเซตแมเนจเมนต์ กล่าวว่าดัชนีดาวโจนส์อาจขยับขึ้นไปอีกในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า เพราะบรรดาผู้จัดการกองทุนจะเข้าซื้อในช่วงที่บรรยากาศเป็นไปในแง่บวกที่น่าจะดำเนินไปถึงสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญอุปสรรคในปีหน้า รวมถึงกรณีที่ประเทศคู่ค่าสำคัญๆ ยังอยู่ในสภาพซบเซา เงินดอลลาร์แข็งค่า การดำดิ่งของเงินรูเบิล การลดลงของราคาน้ำมันที่ถ่วงการลงทุนด้านพลังงานในสหรัฐ และแนวโน้มทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

เหนือสิ่งอื่นใดดัชนีดาวโจนส์อาจสะดุด ทันทีที่เฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงกลางปีหน้า

ด้านหุ้นเอเชียปรับตัวตามดาวโจนส์ โดยดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวปิดตลาดวานนี้ (24 ธ.ค.) พุ่งขึ้น 1.24% หรือ 219.09 จุด หุ้นเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 0.39% หรือ 7.59 จุด ดัชนีหั่งเส็งขยับขึ้น 0.08% หรือ 17.54 จุด หุ้นไต้หวันเพิ่มขึ้น 0.97% หรือ 88.47 จุด