กบข. ลุ้นผลตอบแทนลงทุนปี 2557 แตะ 6% ปัจจุบันอยู่ที่ 5.9% ยอมรับปีหน้าลงทุนยากขึ้น แต่มั่นใจชนะเงินเฟ้อแน่นอน
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ณ วันที่ 30 พ.ย.2557 กบข.มีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 703,809 ล้านบาท สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 6.9% ต่อปี และผลตอบแทนของปี 2557 (นับถึง 16 ธ.ค.2557) อยู่ที่ 5.9% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำธนาคารและอัตราเงินเฟ้อในระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.7% และ 1.1% ตามลำดับ
ถือว่าปีนี้เป็นอีกปี ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี โดยก่อนที่ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงหนัก ผลตอบแทนของกบข.เคยขึ้นไปถึงระดับ 8% ก่อนจะปรับลงตามภาวะตลาด และผลตอบแทนอย่างไม่เป็นทางการในปัจจุบันก็น่าจะอยู่ประมาณ 6% บวกลบเล็กน้อย ซึ่งถือว่าดีกว่าในปี2556 ที่ผ่านมาที่อยู่ประมาณ 4.5% แต่คงต้องรอสรุปผลการดำเนินงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงสิ้นปี2557 นี้
ผลตอบแทนของกบข.แม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ก็ยังชนะเกณฑ์การเทียบวัดที่ใช้ในการประเมินผลตอบแทนของกบข.ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราเงินเฟ้อ ที่สำคัญในอดีตนั้นผลตอบแทนจากการฝากเงินเพียงอย่างเดียวก็ค่อนข้างสูงแต่ปัจจุบันคงหาผลตอบแทนเช่นนั้นไม่ได้แล้ว การที่จะทำผลตอบแทนที่สูงๆ เช่นในอดีตก็ยากขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ระดับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.5% ในปีที่ผ่านมาสมาชิกก็พอใจมากแล้ว ดังนั้นผลตอบแทนที่ทำได้โดดเด่นในปีนี้เชื่อมั่นว่าสมาชิกจะพึงพอใจอย่างแน่นอน
“ปีหน้าภาพรวมการลงทุนจะยากขึ้นผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่เท่ากับปี 2557 ที่ผ่านมา แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราเงินเฟ้อได้ โดยยังมั่นใจว่าผลตอบแทนที่ทำได้น่าจะชนะเงินเฟ้อประมาณ 2% ถ้ามองเงินเฟ้อในปี2558 เฉลี่ยที่ประมาณ 2% ผลตอบแทนในระดับประมาณ 4% กว่า ก็เป็นผลตอบแทนในระดับที่สามารถจะทำได้แน่นอน”
นายสมบัติ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการเปิดให้สมาชิกกบข.ที่รับราชการก่อน 27 มี.ค. 2540 กลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 นั้น ปัจจุบันกบข.มีสมาชิก 1.2 ล้านคน มีสมาชิกที่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้ประมาณ 7 แสนคน โดยสมาชิกจะต้องยื่นความจำนงภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2558 นี้ โดยจะมีผลในวันที่ 1 ต.ค. 2558 ซึ่งคาดว่าจะมีสมาชิกที่จะลาออกจากกบข.ไปใช้ระบบเดิมประมาณ 30% หรือประมาณ 2.1 แสนคน และส่วนใหญ่ที่เหลืออีก 70% หรือประมาณ 5 แสนคนจะอยู่ต่อ โดยกบข.ได้เตรียมการบริหารสภาพคล่องในส่วนนี้เอาไว้แล้วโดยที่ไม่กระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนแต่ประการใด
กบข.ประเมินว่าจะมีเงินไหลออกประมาณ 40,000 ล้านบาท สำหรับสมาชิก 30% ที่จะลาออก และในกรณีแย่สุดสมาชิกอาจจะออกมาถึง 50% ซึ่งจะคิดเป็นเม็ดเงินที่จะไหลออกไปประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ก็จะไม่กระทบกับกองทุนแต่ประการใด เพราะกบข.มีสภาพคล่องที่เพียงพอและมีกระแสเงินสดที่เข้ามาเฉลี่ยปีละ 1.0 แสนล้านบาท ทั้งจากเงินสะสม เงินสมทบ ผลตอบแทนจากการลงทุน ตลอดจนตราสารหนี้ที่ทยอยครบอายุ
“ในเรื่องสภาพคล่องไม่น่ากังวลแต่ประการใด และกบข.จะเห็นเงินที่ต้องใช้ทั้งหมดภายในวันที่ 30 มิ.ย. 58 ซึ่งยังมีเวลาเตรียมพร้อมพอสมควร จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่กระทบกับกองทุนและไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่ลงทุนออกมาแต่ประการใด และตามข้อเท็จจริงประเมินว่าจะมีคนอยู่ต่อมากกว่าคนที่จะออกประมาณ 2 เท่า โดยผู้ที่จะใช้สิทธิส่วนใหญ่น่าจะเป็นทหารและตำรวจเป็นหลัก ทั้งนี้ยังมั่นใจว่าในสิ้นปี 2558 เงินกองทุนของกบข.จะมีขนาดใหญ่กว่าในสิ้นปี 2557 แน่นอน ดังนั้นเงินที่จะไหลออกไปจากเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตในภาพรวมของกองทุนกบข.แต่ประการใด”
นายสมบัติ กล่าวเสริมว่า ในปี 2557 กบข. ได้มีการทบทวนแผนจัดสรรการลงทุนระยะยาว ให้สอดรับกับภาวะตลาดที่มีความผันผวน โดยมองการลงทุนในตลาดทุน ยังมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีระยะยาว
อย่างไรก็ดี แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายกระตุ้นของธนาคารกลางของสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ยังคงมีความผันผวน ดังนั้นกบข.ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมและเป็นไปตามระดับราคา โดยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะยาวและในปีหน้าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสในขาขึ้นได้อีกประมาณ 10 - 15%
“ในช่วงหลังวิกฤติการเงินโลกที่ผ่านมา สภาพคล่องจากการอัดฉีดเม็ดเงินของเศรษฐกิจหลักทั่วโลกเพื่อกอบกู้วิกฤติของตัวเองเป็นส่วนที่ช่วยผลักให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเฉลี่ยประมาณ 20% เมื่อสหรัฐหยุดอัดฉีดเงินและมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนเพิ่มที่เคยบวกในราคาหุ้นตรงนี้ก็จะหายไปด้วย มองไปข้างหน้าโอกาสที่จะเห็นราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงยากขึ้น แต่กบข.เองก็มีการกระจายการลงทุนอยู่พอสมควรก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง”









