ซูเปอร์บอร์ด ปัดอนุมัติแผนฟื้นฟู "ไอแบงก์" ย้ำวงเงินเพิ่มทุน 1.6 หมื่นล้าน สูงมาก เผยใช้ตั้งแบงก์ใหม่ได้เลย
นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ยังไม่ได้อนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ทั้งในส่วนของเงินเพิ่มทุน 1.6 หมื่นล้านบาท และแผนการเสนอขอตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ เอเอ็มซี (AMC) ขึ้นมาบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
“ขอปฏิเสธว่าเรายังไม่ได้อนุมัติแผนฟื้นฟู หรือ แผนการเพิ่มทุนของไอแบงก์เลย ในการประชุมซูเปอร์บอร์ดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอกว่าให้ไอแบงก์ไปหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกที ว่าจะอนุมัติเงินเพิ่มทุนหรือไม่ ให้รัฐมนตรีคลังตัดสิน อย่างไรก็ตามมองว่าเงินขอเพิ่มทุนของไอแบงก์สูงมาก เงินก้อนนี้สามารถนำไปตั้งแบงก์ใหม่ได้เลย”
นายกุลิศ กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะเงินเพิ่มทุนที่ขอมาใหม่ 1 หมื่นล้านเท่านั้น แต่เงินเพิ่มทุนของเดิมของไอแบงก์ 5 พันล้านบาท ก็ยังไม่ได้อนุมัติให้มีการเบิกเงินเพิ่มทุนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเงินของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ซึ่งธนาคารทั้ง 2 แห่งจะต้องเข้าไปหารือกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนจะเป็นเมื่อใดนั้นไม่ได้กำหนด
ทั้งนี้ ทางซูเปอร์บอร์ด ไม่ได้ให้ธนาคารทั้ง 2 แห่งปรับแผนฟื้นฟูกิจการ แต่ให้ไปดำเนินการเรื่องสำคัญ โดยให้เร่งบริหารจัดการหนี้เสียให้ลดลงตามเป้าหมาย และเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่ทำความเสียหายกับแบงก์ ขณะเดียวกันจะต้องดำเนินการตามพันธกิจหลักของแบงก์ โดยที่ เอสเอ็มอีแบงก์ ต้องมุ่งปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบรายย่อยไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท และไอแบงก์ จะต้องขยายฐานสินเชื่อรายย่อยที่เป็นชาวมุสลิม
นายกุลิศ กล่าวด้วยว่า ซูเปอร์บอร์ดได้กำหนดระยะเวลาติดตามความคืบหน้าของแผนดังกล่าว 3 เดือนจากนี้ โดยทั้งสองแบงก์ จะต้องเร่งดำเนินการและรายงานต่อที่ประชุม คนร. ภายในเดือนก.พ.ปีหน้า ระหว่างนี้ทั้งสองแบงก์รัฐ จะต้องเร่งดำเนินการลดหนี้เสีย และสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ รวมถึงดำเนินตามพันธกิจขยายสินเชื่อ เพราะเป็นเรื่องที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยไม่สามารถนำเรื่องเพิ่มทุนที่ต้องรอกระทรวงการคลังพิจารณา ยังไม่ได้รับการเพิ่มทุนจึงแก้ปัญหาธนาคารไม่ได้ เพราะหนี้เสียมีหนี้ที่ยังสามารถบริหารจัดการได้อยู่
“ส่วนแผนการตั้งเอเอ็มซีในการบริหารหนี้ของไอแบงก์นั้น ก็ต้องมาดูในรายละเอียด โดยแบงก์ต้องเสนอรูปแบบว่ามีแนวทางในการลดหนี้อย่างไรให้เห็นผล อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีการทำแผนมาให้เห็น แต่เราไม่ได้บอกว่าให้เขาทำเอเอ็มซีหรืออะไร แค่ให้ไปบริหารจัดการ แล้วทำแผนมาเสนอที่เรา ไม่ใช่มาบอกแค่นี้ไม่ได้ เอเอ็มซี เราไม่รู้ว่าวิธีการตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร รายละเอียดคืออะไร มีวิธีอื่นหรือไม่ที่บริหารจัดการ โดยไม่ตั้งเอเอ็มซี “
อนึ่งตามแผนฟื้นฟูกิจการของไอแบงก์ ได้ขออนุมัติเงินเพิ่มทุนไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท รวมของเดิมที่กระทรวงการคลังอนุมัติไปเมื่อปี 2556 อีก 5 .1 พันล้านบาท รวมเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ฐานะเงินกองทุน หรือ บีไอเอส (BIS) ของธนาคารจะต้องมาอยู่ที่ระดับ 8.5% จากปัจจุบันบีไอเอสติดลบอยู่ประมาณ 1%
ส่วนแผนการบริหารจัดการหนี้เสีย 5 หมื่นล้านบาท มี 4 แนวทาง คือ 1. ขายหนี้ให้กับบริษัทบริหารหนี้ทั่วไป 2. ขายหนี้ทั้งหมดให้กับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) 3. ตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ไทย หรือ เอเอ็มซี (AMC) ขึ้นมารับโอนหนี้จากไอแบงก์ไปบริหารทั้งหมด โดยมีไอแบงก์เป็นผู้ถือหุ้น 100% และ 4. ตั้งเอเอ็มซี มารับโอนหนี้จากไอแบงก์ไปบริหารทั้งหมด แต่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น 100%








