3ค่ายมือถือร่วมแสดงเจตนารมณ์พร้อมประมูล 4 จี ปีหน้า ย้ำนโยบายนายกฯ จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานใหม่
ระบุควรดึงคลื่น 1800 ที่ไม่ใช้ของดีแทค 25 เมกะเฮิรตซ์ ประมูล 900 ล่วงหน้าไปด้วยกัน จะได้มีคลื่นมากพอให้ใช้งาน ส่วน กสทช. ลั่นไม่ใช่เรื่องง่าย
วานนี้ (23 ธ.ค.) ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมกันแถลงข่าวแสดงความพร้อมเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 4 จี ปี 2558 เพื่อสนองตอบนโยบายและแนวคิดของรัฐบาลที่ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
สืบเนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) กล่าวย้ำถึงการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4จีว่า ขณะนี้ อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมาตามกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ แล้วเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยเป็นการดำเนินงานคู่ขนานไปกับการดำเนินงานของคณะกรรมการปรับโครงสร้างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
โดยผู้ประกอบการทั้ง 3 รายเห็นร่วมกันในประเด็นสำคัญๆ เกี่ยวกับการจัดการประมูลปี 2558 ดังนี้ 1. การประมูลคือทางออกของการจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีความต้องการอย่างเร่งด่วน 2.การจัดสรรการให้บริการดาต้าที่มีคุณภาพสูงตอบสนองกับความต้องการคลื่นที่มากขึ้น การประมูลคลื่นความถี่ในปี 2558 ควรประมูลคลื่นที่นำมาจัดสรรได้มากที่สุดทั้งความถี่ที่ว่างและไม่ได้ใช้งาน
ดังนั้น ไม่ใช่เพียงประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ของเอไอเอสที่จะสิ้นสุดสัมปทานเดือนก.ย.ปี 2558 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่อยู่ในแผน แต่ควรนำคลื่น1800 เมกะเฮิรตซ์ อีก 25 เมกะเฮิรตซ์ที่ดีแทคแสดงความประสงค์จะมอบคืนเพื่อนำไปประมูลร่วมกันเพื่อหาผู้ชนะล่วงหน้าในการได้สิทธิ์จัดการคลื่นดังกล่าว โดยมั่นใจว่าหากต้องการเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลก็ต้องหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงบมจ.กสท โทรคมนาคมด้วย
แนะประมูลรวม "คลื่นความถี่ต่ำ"
ทั้งนี้ ยังเห็นร่วมกันว่าสำหรับการให้บริการ 4 จีไม่ใช่เพียงคลื่นความถี่สูง 1800 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น แต่ควรต้องรวมถึงย่านคลื่นความถี่ต่ำ ได้แก่ 850 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกนำมาใช้ให้บริการงานด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็นการนำคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศมาใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คลื่นความถี่ทั้งหมดที่จะนำไปประมูลควรเป็นช่วง 2x5 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 2x10 เมกะเฮิรตซ์ เพราะเป็นขนาดของช่วงความถี่ที่เหมาะสมในเชิงเทคนิค
นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า ผลที่จะตามมาจากการประมูลครั้งนี้ ผู้ได้รับประโยชน์คือประเทศและคนไทยทุกคน จะเกิดการพัฒนายกระดับคุณภาพมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานเทียบเท่าสากล
“สำหรับ เอไอเอส พร้อมเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 4 จี ส่วนเรื่องเงินลงทุนนั้นต้องขอดูเงื่อนไขการประมูลจาก กสทช. และหารือร่วมกับคณะกรรมการก่อน อย่างไรก็ดี ส่วนตัวมองว่าการให้บริการ 4จีอย่างมีคุณภาพต่อ 1 ใบอนุญาตควรมีคลื่นความถี่ 30 เมกะเฮิรตซ์"
ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรองรับและสนับสนุนการพัฒนาระบบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น คลาวด์ คอมพิวติ้ง และการใช้งานด้านดาต้าในอนาคต ซึ่งการลงทุนใหม่จะเกิดประโยชน์ 2 ส่วนคือ 1.เอกชนลงทุนเงิน รัฐบาลได้เงินจากค่าธรรมเนียมเงินประมูล 2.เมื่อเกิดการลงทุน การขยายโครงข่ายเพิ่มมากขึ้นในอนาคตแล้ว จะเกิดการจ้างงาน ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมากเข้าสู่อุตสาหกรรม
นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า จำนวนผู้ใช้งานดาต้าและจำนวนการใช้งานดาต้าในไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้งานสมาร์ทโฟนต่อจำนวนประชากร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 35% ในปี 2557 เป็น 61% ในปี 2560
ดังนั้น เพื่อสนองความต้องการใช้งานดาต้าที่เติบโตสูง จึงต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปลดล็อกคลื่นความถี่ ทางออกที่เสนอจะช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุดตรงกับความต้องการใช้งาน
ฉะนั้น การประมูลคลื่นความถี่ในปี 2558 สำหรับการนำคลื่นความถี่ที่ว่างและไม่ได้ใช้งาน ตลอดจนถึงการนำย่านคลื่นความถี่ต่ำ ได้แก่ 850 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้ให้บริการงานด้านโทรคมนาคมจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับภาครัฐที่ต้องการนำบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการติดต่อสื่อสารสู่สังคมเมืองและชนบททั่วประเทศ
"การประมูลคลื่นที่ควรจะนำคลื่นมาจัดสรรมากที่สุดทั้งความถี่ที่ว่างและไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเรายินดีเอาคลื่น 1800 ที่ว่างไปประมูลอีก 25 เมกะเฮิรตซ์ รวมกับคลื่นที่หมดสัมปทานแล้วจำนวน 25 เมกะเฮิรตซ์ นอกเหนือจากประมูลคลื่นอื่นๆ ที่อยู่ในแผนแค่นั้น ซึ่งดีแทคเองช่วงคลื่นใบอนุญาตที่เหมาะจะให้บริการคือคลื่นช่วงต่ำ 850-900 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นช่วงบน 1800 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ รวมเป็น 1 ใบอนุญาตจำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์"
4จีพัฒนาโครงสร้างฯยุคดิจิทัล
นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มทรู กล่าวว่า การจะขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4จี จำเป็นต้องเร่งจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่เป็นทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการวางแผนและการนำคลื่นความถี่ที่มีทั้งหมดมาจัดสรรใหม่อย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศเป็นศูนย์กลางภูมิภาค อีกทั้งโครงข่ายโทรคมนาคม เช่น โมบาย บรอดแบนด์ ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมในยุคดิจิทัล
โดยกลุ่มทรูสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การประมูลเป็นเพียงแค่แนวทางหนึ่งในการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่อาจไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง เนื่องจากการประมูลจะทำให้มีภาระมากขึ้นในการลงทุนเทคโนโลยีและโครงข่าย ซึ่งสุดท้ายประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับผลกระทบจากค่าบริการที่สูงขึ้น ตลอดจนความล่าช้าในการลงทุนโครงข่ายและเทคโนโลยีใหม่
ทั้งนี้ คลื่นความถี่ทั้งหมดควรจัดสรรเป็นช่วง 5 เมกะเฮิรตซ์ และ 10 เมกะเฮิรตซ์ซึ่งเป็นขนาดของช่วงความถี่ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน และมองว่าจำนวนใบอนุญาต 4จีควรอยู่ที่ 20 เมกะเฮิรตซ์
จัดสรรคลื่นยังควรประมูลต่อไป
ขณะที่ประเด็นที่มีข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายว่า ควรเปลี่ยนการจัดสรรคลื่นความถี่ 4 จีจากการประมูลแบบอี-ออคชั่นเป็นการพิจารณาให้ใบอนุญาตตามความเหมาะสม (บิวตี้ คอนเทสต์) นั้น ผู้ประกอบการ 2 รายคือ เอไอเอส และดีแทค เห็นควรว่าเพื่อความเหมาะสม ยุติธรรม และความโปร่งใสในการให้ใบอนุญาตก็ควรจะจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีประมูลตามเดิม และรัฐบาลจะได้มีรายได้จากเงินค่าประมูลไปใช้ได้ด้วย
ส่วนกลุ่มทรู มองว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ไม่ใช่ให้เอกชนได้คลื่นความถี่ไปใช้งาน แต่เป็นการสร้างประโยชน์ให้ประเทศ และบางประเทศการจัดสรรคลื่นความถี่คือให้ไปเลย ไม่ต้องประมูลและไม่ต้องใช้เกณฑ์บิวตี้ คอนเทสต์แต่อย่างใด ดังนั้น ต้องการให้มองที่วัตถุประสงค์มากกว่า และมองผลประโยชน์ประเทศดีกว่าเอาเงินมากองแข่งกัน อยากให้รัฐสนับสนุนจุดนี้ด้วย
กสทช.มองรวบคลื่นประมูลไม่ง่าย
พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ยอมรับว่า คลื่นความถี่ที่จะถูกส่งคืนมายัง กสทช. คือคลื่นย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งทรูมูฟและดีพีซีจะสิ้นสุดสัมปทานไปแล้วเดือนก.ย.2556 ซึ่งทั้งคู่ถือครองคลื่นอยู่ที่จำนวนเท่ากันรายละ 12.5 เมกะเฮิรตซ์ และดีแทคต้องการส่งคืนคลื่นที่ไม่ใช้งานมาประมูล จะจัดสรรได้ 25 เมกะเฮิรตซ์เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ง่ายดายเหมือนที่ระบุ
ทั้งนี้ แม้คลื่นนี้มีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจมาก แต่ก็เป็นคลื่นที่แคท เทเลคอม ไม่น่าจะยอมคืนให้ กสทช. โดยง่าย เพราะที่ผ่านมาก็โต้แย้ง เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด ด้วยการยกสิทธิการครอบครองคลื่นของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ที่ดีแทคเสนอคืนมาจะสิ้นสุดสัมปทานปี 2561 ดังนั้น กสทช. ดำเนินการอะไรกับคลื่นที่ยังอยู่ในระบบสัญญาสัมปทานไม่ได้
รายงานข่าวแจ้งว่า ยังมีคลื่น 2.3 กิกะเฮิรตซ์ ที่นำมาประมูล 4จีได้ด้วย แต่ปัจจุบันทีโอทีถือครองคลื่นความถี่ดังกล่าวอยู่มากกว่า 64 เมกะเฮิรตซ์ จาก 100 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบอร์ด กสทช.มีแผนเรียกคลื่นความถี่ที่มีผู้ประกอบการถือครองมากเกินความจำเป็นมาจัดสรรใหม่ แต่ทีโอทีปฏิเสธ และยกสิทธิการครอบครองคลื่นเช่นเดียวกับกสท ด้วยมาตร 84 บทเฉพาะกาลตามพ.ร.บ.กสทช. เช่นเดียวกับที่แคท เทเลคอมอ้างสิทธิ์ดังกล่าว









