วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผวาน้ำมันร่วง'ฉุดส่งออก'

พาณิชย์ห่วงราคาน้ำมันลด ทำแผนส่งออกป่วน เตรียมนัดถกเอกชนประเมินผลกระทบ ก่อนปรับแผนรับมือ

ห่วงตลาดกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันทรุด ชี้ปัจจัยเสี่ยงปีหน้าสินค้าเกษตรตกต่ำ-เศรษฐกิจคู่ค้าไม่ฟื้นตัวดี ด้านศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี คาดส่งออกปีหน้าโตแค่ 3.5% เหตุตลาดหลักไม่ฟื้น ขณะไอเอ็มเอฟมอง ผลดีราคาน้ำมันลดปีหน้าเศรษฐกิจโลกโต 0.7%

สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงและมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในปีหน้า อาจส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย โดยเฉพาะกำลังซื้อจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และอาจกระทบทางอ้อมต่อสินค้าเกษตรที่อิงไปกับราคาน้ำมัน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าได้สั่งให้มีการประเมินข้อมูลแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลว่าจะมีผลต่อการส่งออกสินค้าไทยอย่างไร ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

นางนันทวัลย์ กล่าวว่าในเบื้องต้นพบว่าประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันได้รับผลกระทบ ทำให้กำลังซื้อลดลง และกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะตลาดรัสเซีย ตะวันออกกลาง เวเนซูเอลา ลาตินอเมริกา ซึ่งต้องมีการปรับแผนการส่งออกเพื่อรับมือต่อไป

“อย่างตลาดรัสเซีย แม้จะมีข้อจำกัด ที่ประเทศได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลง ทำให้กำลังซื้อลดลง แต่ก็มีโอกาส เพราะตอนนี้รัสเซียมีปัญหากับสหรัฐฯ และยุโรป มีการห้ามนำเข้า จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและปศุสัตว์ ซึ่งกรมฯ ได้เชิญให้รัสเซียมาเลือกซื้อสินค้าไทยแล้ว คาดว่าจะมีโอกาสส่งออกให้มากขึ้น โดยผู้ส่งออกต้องติดตามเรื่องค่าเงินรัสเซียที่ตกไปมาก แม้รัสเซียจะนำเข้าเท่าเดิม แต่จะรู้สึกว่าของแพงขึ้น ซึ่งไทยต้องวางแผนให้ดี” นางนันทวัลย์ กล่าว

แม้ราคาน้ำมันที่ลดลง จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศที่ส่งออกน้ำมันเป็นหลัก แต่ก็มีโอกาสในการเพิ่มยอดการส่งออกไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งกำลังติดตามอยู่ว่ามีประเทศใดบ้าง

เตรียมถกเอกชนประเมินสถานการณ์

นางนันทวัลย์ กล่าวว่าจะนัดหารือกับภาคเอกชน ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในต้นปี 2558 เพื่อประเมินแนวโน้มการส่งออกอีกครั้ง เพราะปีหน้า มีปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบกับการส่งออกมาก ทั้งราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ตกต่ำ รวมถึงเศรษฐกิจของคู่ค้าหลายๆ ประเทศยังไม่ฟื้นตัวดี เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งต้องมีการวางแผนร่วมกันว่าจะทำการบุกเจาะตลาดส่งออกอย่างไร

สำหรับตลาดส่งออกในปี 2558 ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน เพราะเป็นตลาดหลักที่สามารถเพิ่มยอดการส่งออกได้อีกมาก ซึ่งจะมีกิจกรรมแบบเจาะลึกมากขึ้น เช่น เมียนมาร์ มีโอกาสเข้าไปลงทุนทั้งประมง โรงแรม สิ่งทอ โดยเฉพาะเมืองมะริด มีทรัพยากรสมบูรณ์ทั้งอาหารทะเล ไม้ แร่ธาตุ สินค้าเกษตร ซึ่งไทยสามารถใช้เป็นฐานวัตถุดิบได้

ทีเอ็มบี คาดส่งออกปีหน้าโต3.5%

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า ทางศูนย์วิเคราะห์ประเมินการส่งออกของไทยในปีหน้าว่า จะขยายตัวได้ประมาณ 3.5% ซึ่งถ้าดูเศรษฐกิจโลกที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก พบว่า ประเทศขนาดใหญ่ 3 ใน 4 มีปัญหาหมด จะมีเพียงสหรัฐฯ ที่เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ จีน ยุโรป และ ญี่ปุ่น มุมมองทางเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก

“เมื่อแยกเป็นรายประเทศ การฟื้นตัวของสหรัฐนั้นแม้จะเป็นข่าวดีแต่มีข่าวร้ายอยู่ คือการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีหน้า”

นายเบญจรงค์ กล่าวว่า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มองการส่งออกในปีหน้าขยายตัวได้ประมาณ 3.5% แสดงถึงปัญหาที่ยังมีอยู่ เพราะราคาน้ำมันปรับตัวลดลง กดดันสินค้าโภคภัณฑ์ให้มีข้อจำกัดในการปรับขึ้น และข้อจำกัดด้านจีเอสพีในยุโรปจะก่อให้เกิดปัญหากับสินค้าเกษตร แต่จะได้รับผลดีกับการส่งออกสินค้าคงทนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์

หั่นประมาณการปีหน้าเหลือ3.5%

นอกจากนี้ทางศูนย์วิจัยยังได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าไว้ที่ 3.5% จากเดิมที่ 4% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่เต็มศักยภาพ ขณะที่การลงทุนภาครัฐและการบริโภคในประเทศก็ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

"ปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน ทั้งการลงทุนภาครัฐบาลที่ล่าช้าการบริโภคฟื้นตัวได้ไม่มาก เหตุยังมีหนี้ครัวเรือนกดดันอยู่ ลมส่งยังไม่แรงเท่าลมต้านทำให้การเติบโตจะต่ำกว่า4%"

นายเบญจรงค์ กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมากจากหลากปัจจัยลบที่รุมเร้า ทั้งการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนยังกัดกินเศรษฐกิจไทย ส่วนการลงทุนภาครัฐบาลในปีหน้าคาดว่าจะลงทุนได้ประมาณ 68,000 ล้านบาท

ด้าน นายวราพงศ์ วงศ์วัชรา รองผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวถึงทิศทางค่าเงินของปี 2558 จะผันผวนมากขึ้น และจะผันผวนอย่างมากช่วงครึ่งปีหลังตามการผ่อนคลายดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะเริ่มชัดเจน โดยกรอบของค่าเงินจะอยู่ที่ 33.00 -35.00 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยในปี 2558 มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงดอกเบี้ยในระดับ2% ตลอดทั้งปี แต่ยังต้องจับตาดูในช่วงต้นปีหน้า เพราะราคาน้ำมันที่ปรับลดลง อาจเป็นแรงกดดันให้ กนง. เลือกที่จะปรับลดดอกเบี้ยลงในต้นปีหน้าเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ได้

อดีตขุนรัสเซียเตือนระวังวิกฤติเต็มรูปแบบ

นายอเล็กซี คูดริน อดีตรมว.คลังรัสเซียกล่าวว่า รัฐบาลรัสเซียทำให้ประเทศเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจด้วยการไม่จัดการกับปัญหาทางการเงินอย่างรวดเร็วพอ ขณะที่มีหลักฐานมากขึ้นบ่งชี้ว่า ปัญหากำลังลุกลามไปทั่วประเทศ

รัสเซียได้รับผลกระทบจากสิ่งที่นายอเล็กซี อุลยูคาเยฟ รมว.เศรษฐกิจระบุว่าเป็น "พายุที่สมบูรณ์แบบ" ที่ประกอบด้วยราคาน้ำมันที่ดิ่งลง, มาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในยูเครน และการไหลออกของเม็ดเงินของนักลงทุน ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยการขาดการปฏิรูปทางโครงสร้าง ซึ่งหมายความว่า รัสเซียกำลังพึ่งพารายได้จากน้ำมันมากเกินไป

นายคูดรินกล่าวว่าการร่วงลงของค่าเงินรูเบิลอาจจะมีสาเหตุหลักมาจากมาตรการคว่ำบาตร หลังจากรัสเซียได้แยกแคว้นไครเมียออกจากยูเครน และให้การสนับสนุนกลุ่มนักรบผู้ฝักใฝ่รัสเซียในภาคตะวันออก

ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้หารือเรื่องวิกฤติยูเครนกับผู้นำเยอรมนี, ฝรั่งเศส และยูเครนทางโทรศัพท์เมื่อวานนี้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีการหยุดยิงในภาคตะวันออกของยูเครนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

นายคูดรินยังเตือนว่า รัสเซียเสี่ยงที่จะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงสู่สถานะขยะในปีหน้า

"วันนี้ ผมบอกได้เลยว่า เราได้เข้าสู่ หรือกำลังจะเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจที่เต็มรูปแบบอย่างแท้จริง ปีหน้า เราจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน รัฐบาลไม่เร็วพอที่จะจัดการกับสถานการณ์นี้ ผมยังไม่ได้ยินการประเมินสถานการณ์ปัจจุบันอย่างชัดเจน"

ซาอุฯยันไม่ลดกำลังการผลิต

นายอาลี อัลไนมี รัฐมนตรีน้ำมันซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) จะไม่ลดการผลิตไม่ว่าราคาน้ำมันจะลดลงเหลือบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์ 50 ดอลลาร์ 40 ดอลลาร์ หรือ 20 ดอลลาร์ พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมที่จะคาดหมายให้โอเปคลดกำลังการผลิตหากประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค ไม่ยอมลดกำลังการผลิตด้วย

"ไม่ว่าราคาน้ำมันจะลดเหลือ 20 ดอลลาร์ 40 ดอลลาร์ 50 ดอลลาร์ หรือ 60 ดอลลาร์ ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน" นายไนมี ระบุ

แหล่งข่าวจากประเทศอาหรับเผยว่าแนวคิดในจุดนี้ คือ หากเข้าแทรกแซงในตลาด ก็เท่ากับเป็นการเชิญชวนคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น อันจะบั่นทอนส่วนแบ่งตลาดของโอเปคและไม่มีการรับรองว่าราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้น

"มีแนวคิดที่แพร่หลายว่าราคาไม่สามารถทรุดตัวลงได้ โดยราคาอาจลดลงแตะระดับ 60 ดอลลาร์หรือต่ำกว่านี้ 2-3 เดือน จากนั้นก็ดีดตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ซึ่งก็คือ 80 ดอลลาร์ แต่อาจใช้เวลา 8 เดือนถึง 1 ปี" แหล่งข่าวจากประเทศหนึ่งในอ่าวเปอร์เซียระบุ

ไอเอ็มเอฟคาดจีดีพีโลกเพิ่ม0.7%

นายโอลิเวียร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และนายราบาห์ อาเรซกี หัวหน้าคณะวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่าการปรับตัวลงของราคาน้ำมันน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.3-0.7% ปีหน้า จากคาดการณ์เมื่อเดือนต.ค.ของไอเอ็มเอฟว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.8%

สำหรับจีนนั้น ราคาน้ำมันที่ลดลงน่าจะดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้เพิ่มขึ้น 0.4-0.7% จากประมาณการ 7.1% สำหรับปี 2559 ก็อาจขยายตัวเพิ่มได้อีก 0.5-0.9% ด้านสหรัฐอาจมีจีดีพีโตเพิ่มขึ้น 0.2-0.5% จาก 3.1% ในปีหน้า และขยายตัวเพิ่มเติมจากเดิมอีก 0.3-0.6% ในปีต่อไป

สำหรับราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนก.พ.ในตลาดสิงคโปร์วานนี้ (23 ธ.ค.) เพิ่มขึ้น 64 เซนต์ ที่ 55.90 ดอลลาร์ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 33 เซนต์ที่ 60.44 ดอลลาร์