ออกวอร์แรนต์เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า
ประเด็นใหม่
ที่ประชุมคณะกรรมการของ SAMART มีมติอนุมัติการออกวอร์แรนต์ (SAMART-W1) จำนวน 201.3 ล้านหน่วยให้แก่ผู้ถือหุ้น SAMART ในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์ โดย SAMART-W1 จะมีอายุ 3 ปีและราคาใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนต์อยู่ที่ 45 บาทต่อหุ้น เม็ดเงินที่ได้จากการใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนต์มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปลงทุนในโครงการพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XW คือวันที่ 11 ก.พ. 2558
เม็ดเงินที่ได้จากการใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนต์จะนำไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าที่ประเทศกัมพูชาในปี 2561
เงินที่ได้จากการแปลงสภาพวอร์แรนต์จะถูกนำไปใช้เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์ในประเทศกัมพูชาซึ่งจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟาเป็นระยะเวลา 20 ปี โรงไฟฟ้าดังกล่าวจะอยู่ภายใต้บริษัทย่อยของ SAMART ได้แก่ บริษัทสามารถ ยูทราน เราคาดว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2558
ภายใต้สมมติฐานว่างบลงทุนสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 2,000 เมกะวัตต์อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท (หรือคิดเป็นเงินลงทุน 1.5 ล้านเหรียญต่อเมกะวัตต์) และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ 3 เท่าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้า นั่นหมายถึงงบลงทุนจากโครงการนี้จะมาจากเงินกู้ (debt) จำนวน 7.5 หมื่นล้านบาท และจะมาจากส่วนผู้ถือหุ้น (equity) จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เม็ดเงินที่ได้จากการใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนต์จำนวน 9.1 พันล้านบาทจึงคิดเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน 2.5 หมื่นล้านบาทที่มาจากส่วนของผู้ถือหุ้น เราประเมินว่าบริษัทยังพิจารณาช่องทางอื่นๆ อีกได้แก่ การออกหุ้นใหม่ที่ทำการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (private placement) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงบริษัทยังมีแผนที่จะทำการจดทะเบียนบริษัท สามารถ ยูทราน ในตลาดหลักทรัพย์ภายในอีกสามปีข้างหน้า
ผลกระทบจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น (share dilution) จะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงเดือนมี.ค.2561
ผลกระทบจาก share dilution คิดเป็น 16.7% จะยังคงไม่เิกิดขึ้นจนกว่าจะถึงวันที่ใช้สิทธิแปลงสภาพ SAMART-W1 ในเดือนมี.ค.2561 ภายใต้สมมติฐานว่าหากบริษัทใช้เงินกู้ยืมเพื่อการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 จนถึงปี 2560 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของ SAMART จะอยู่ที่ 2 เท่า ณ สิ้นปี 2558 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.5-3 เท่าในปี 2559-2560 ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางการเงินของเงินกู้สำหรับการดำรงอัตราหนี้สินต่อทุนไว้ที่ 3 เท่าสำหรับโครงการโรงไฟฟ้า การใช้เม็ดเงินจากส่วนผู้ถือหุ้นในรูปของการใช้สิทธิแปลงสภาพวอร์แรนต์จะช่วยลดอัตราส่วนหนิ้สินต่อทุนให้ลงไปต่ำกว่า 3 เท่าได้ภายในปี 2561
มูลค่าเพิ่มอีก 18-20 บาทต่อหุ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 เมกะวัตต์
ในเบื้องต้นเราใช้วิธี DCF เพื่อประเมินมูลค่าของโรงไฟฟ้า ภายใต้สมมติฐานว่าโรงไฟฟ้าเริ่มผลิตจำนวน 1,000 เมกะวัตต์ภายในปีแรกที่เริ่มเดินเครื่อง (ก.ค. 2561-มิ.ย. 2562) และจำนวน 2,000 เมกะวัตต์ในปีที่สอง (ก.ค. 2562-มิ.ย. 2563) โรงไฟฟ้าจะสร้างรายได้คิดเป็น 3 หมื่นล้านบาทภายในปีแรก และเพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านบาทภายในปีที่สอง ภายใต้สมมติฐานอัตราผลกำไรสุทธิที่ 7% โรงไฟฟ้าจะสร้างกำไรสุทธิได้เท่ากับ 2 พันล้านบาทในปีแรก และ 4 พันล้านบาทในปีที่สอง และภายใต้สมมติฐานว่าหาก SAMART ทำการขายหุ้นของบริษัท สามารถ ยูทราน สำเร็จ และลดสัดส่วนการถือหุ้นใน SAMART U-TRAN ลงเหลือ 60% เราประเมินว่าจะเพิ่มกำไรสุทธิของ SAMART ในปี 2562 ได้อีก 2.5 พันล้านบาท (หรือคิดเป็นกำไรสุทธิที่จะเพิ่มขึ้นอีก 50% จากประมาณการปัจจุบัน) ซึ่งเราประเมินว่าส่งผลให้ราคาเป้าหมายของ SAMART ซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-the-parts เพิ่มขึ้นอีก 18-20 บาทต่อหุ้น (หรือราคาเป้าหมายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 55-60% เป็น 52-54 บาทต่อหุ้น)
ประมาณการและราคาเป้าหมายของเรา ณ ขณะนี้ยังคงไม่รวมอัพไซด์จากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศกัมพูชาข้างต้นหรืออัพไซด์จากโรงไฟฟ้าขยะในประเทศอีก 4 แห่งภายในปี 2558 เราจะทำการคำนวณรวมโครงการเหล่านี้เข้าไปในประมาณการของเราในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากการฟื้นตัวของกำไรสุทธิในปี 2558 ซึ่งจะได้รับปัจจัยหนุนจาก SIM และ SAMTEL รวมถึงแนวโน้มของการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิจากโครงการโรงไฟฟ้าขยะในประเทศและจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศกัมพูชา









