วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมัน : ยังเสี่ยงกับแนวโน้มราคาซบเซา

• จะมี After Shock หรือไม่...ต้องดูกันต่อไป ในระยะสั้นมาก ตลาดได้ปัจจัยกระตุ้นจากการรีบาวด์ของราคาน้ำมันดิบและถ้อยแถลงของเฟดที่ระบุว่ายังคงใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป แต่ปัจจัยเสี่ยงเรื่องของราคาน้ำมันดิบซบเซายังคงมีอยู่ และกระทบกับเศรษฐกิจผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันดิบ เช่น รัสเซีย ซึ่งกำลังถูกดดันจากการคว่ำบาตรจากสหรัฐ & สหภาพยุโรป และราคาน้ำมันที่ดิ่งลงกระทบเศรษฐกิจรัสเซียแน่นอน เนื่องจากการส่งออกน้ำมันคิดเป็น 60% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และรายได้จากกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 10% ของ GDP นอกจากนั้นยังมีเวเนซูเอลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เพราะรายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 95% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และมูลค่าส่งออกน้ำมัน & ก๊าซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของ GDP โดยขณะนี้เศรษฐกิจเวเนซูเอลาอยู่ในภาวะย่ำแย่มาก

• ต้นทุนรวมของการผลิตน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 60-80 US%/bbl จากการศึกษาพบว่ากลุ่มตะวันออกกลางจะมีต้นทุนรวมในการผลิตน้ำมันที่ 20-40 US$/bbl (โดยบ่อน้ำมันเก่าของซาอุฯ มีต้นทุนต่ำเพียง 20 US$/bbl) ส่วนรัสเซียอยู่ที่ 50 US$/bbl ด้านต้นทุนการผลิต Oil Sand ประมาณ 70-100 US$/bbl สำหรับต้นทุนการผลิต Shale Oil สหรัฐอยู่ที่ 50-80 US$/bbl กล่าวโดยสรุปว่าต้นทุนรวมของการผลิตน้ำมันอยู่ที่ 60-80 US$/bbl

• Cash Cost เฉลี่ยของการผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 35-40 US$/bbl ทั้งนี้ถ้าไม่รวมค่าเสื่อมราคา (Depreciation) พบว่าต้นทุนการผลิตที่เป็นเงินสด (Cash Cost) ของบ่อน้ำมันเก่าของซาอุดิอาระเบียจะอยู่ที่ต่ำกว่า 10 US$/bbl และสูงสุดเป็นการผลิตน้ำมันของเวเนซูเอลาและการผลิต Oil Sand ของแคนาดาที่ 35-40 US$/bbl ซึ่งเมื่อพิจารณาจาก Cash Cost แล้วก็มีความเป็นไปได้ที่สงครามราคาน้ำมันจะยังยืดเยื้อต่อไป

• ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มพลังงานเป็น Underweight ซึ่งหมายถึงการลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มพลังงานลงไปให้ต่ำกว่า 16% ของพอร์ตการลงทุน (คือให้ต่ำกว่าสัดส่วน Market Cap ของหุ้นพลังงานที่ 16% ของตลาดรวม) ทั้งนี้เนื่องจากคาดว่าสงครามราคาน้ำมันดิบยังไม่จบ รวมถึงเรามองว่าอาจมีความเสี่ยงในเชิงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของน้ำมันและก๊าซเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเป็นผลจากอุปทานน้ำมันในโลกที่เพิ่มขึ้นจากแหล่ง Shale Oil ของสหรัฐ และในอนาคตสหรัฐตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ จากปัจจุบันที่เป็นผู้นำเข้าสุทธิประมาณ 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน (เทียบกับปริมาณการผลิตในปัจจุบันที่ประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และอุปสงค์น้ำมันในยานยนต์จะน้อยลง เพราะรถยนต์พัฒนาไปในทาง Hybrid หรือใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่การผลิตไฟฟ้าก็จะมาจากน้ำมันและถ่านหินน้อยลง โดยจะเป็นพลังงานทางเลือก เช่น แสงอาทิตย์, ลม, ชีวมวล, ขยะ ฯลฯ มากขึ้น

• สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานที่เราเลือกไว้ในพอร์ตการลงทุนเป็น PTT, TOP และ BCP โดย PTT มีปัจจัยเสริมจากผลขาดทุนใน LPG และ NGV ที่ลดลง สืบเนื่องจากการทยอยลอยตัวราคาในประเทศ ส่วน TOP ได้ประโยชน์จาก Fuel Loss และ Crude Premium ที่ต่ำลงเมื่อน้ำมันดิบร่วงแรงและทรงตัวต่ำต่อในปี 58 ด้าน BCP มีธุรกิจค้าปลีกและพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยลดความผันผวนของกำไร รวมทั้งมี Catalyst จากการขายหุ้นของ PTT ที่จะสรุปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ส่วน PTTEP แนะนำเต็มมูลค่า (Fully Valued), PTTGC แนะนำถือ และ BANPU แนะนำขาย