"ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น" ทุ่ม 4.8 หมื่นล้านบาท ซื้อกิจการ "บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์" หวังดันรายได้กลุ่มโตทันที 25%
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำข้อตกลงในการเข้าถือหุ้นจำนวน 100 % ของบริษัท บัมเบิลบี ซีฟู้ดส์ แบรนด์อาหารทะเลสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ มูลค่ากิจการรวมกัน 1.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.8 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่ารายการเข้าซื้อดังกล่าวจะแล้วเสร็จในอีก 6 - 12 เดือนข้างหน้า หรือ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2558
"การเข้าทำรายการในครั้งนี้เป็นการเข้าซื้อกิจการที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท จะช่วยเสริมความเข้มแข็งธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งในสหรัฐอเมริกา และ ทวีปอเมริกาเหนือ โดยปัจจุบันบริษัทดังกล่าวมียอดขายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี มีพนักงานกว่า 1,300 คน หากการเข้าซื้อสำเร็จจะทำให้รายได้และกระแสเงินสดของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 25 %"
การเข้าซื้อดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อจากกองทุนไลออนซ์ ที่ถือเงินลงทุนมานานกว่า 4 ปี โดยใช้ระยะเวลาการเจรจาประมาณ 3เดือน มุมมองที่กองทุนเลือกขายหุ้นให้กับบริษัท น่าจะเกิดจากบริษัทให้ราคาที่สูงกว่ามีศักยภาพในการลงทุนด้านอาหารทะเลแช่แข็งและทำรายการรวดเร็ว ประโยชน์จากการเข้าซื้อดังกล่าวนอกจากจะช่วยขยายฐานตลาดของทียูเอฟให้กว้างขึ้น ยังช่วยทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากปัจจุบันที่ 15- 17 % ซึ่งบริษัทบัมเบิลบี มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นที่สูงมากกว่า 20 % ขึ้นไป และจะช่วยให้เป้าหมายของบริษัทที่ต้องการมียอดขายอยู่ที่ 5,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2558 รวมถึงเป้าหมายระยะยาวที่ 8,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2563 สดใสมากขึ้น
ส่วนแหล่งเงินที่จะเข้าซื้อกิจการจะมาจากเงินกู้จากสถาบันการเงิน 2 แห่ง เป็นเงินกู้ระยะสั้น 1 ปี อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 4 %และจะไม่มีการจ่ายเงินจนกว่าการเข้าทำรายการจะลุล่วง การกู้เงินดังกล่าวจะทำให้อัตราหนี้สินต่อทุนของบริษัทปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียงระดับ 2 เท่า จากปัจจุบันที่ 0.8 เท่าหลังจากการเข้าซื้อครั้งนี้สำเร็จบริษัทใช้หันกลับมาควบคุมวินัยการเงินและเคร่งครัดการเดินหน้าบริษัทที่เข้าทำรายการให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก่อน
"ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดการบริหารพอร์ตหนี้ที่มีอยู่ ปรับให้เป็นหนี้ระยะยาวมากขึ้น ส่วนหนี้ที่ระยะยาวอยู่แล้วก็ยืดออกไปให้มีอายุระหว่าง 7-10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำไม่เกิน 4 % ส่วนการบริหารเงินทุนหลังจากหนี้ระยะสั้นหมดอายุ บริษัทยังพิจารณาในทุกช่องทาง ทั้งการออกหุ้นกู้ การกู้เงินสถาบันการเงิน และการเพิ่มทุน ทุกช่องทางยังเปิดกว้างอยู่ ซึ่งบริษัทจะพิจารณาถึงผลประโยชน์กับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทเคยเข้าซื้อกิจการในช่วงก่อนหน้าโดยมีมูลค่ากว่า 2.88 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทก็สามารถสร้างความเข้มแข็งทางการเงินได้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายจะปรับลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไม่ให้เกิน 1 เท่า"
อย่างไรก็ตามสำหรับข้อห่วงใยที่ว่า การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้อาจไม่สำเร็จ เหตุผลบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 2ในสหรัฐ และเข้าซื้อบริษัทในอันดับที่หนึ่ง ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดอาจสูงมากกว่า 50 % และอาจโดนข้อหาทุ่มตลาดนั้น บริษัทยังไม่สามารถตอบในเรื่องส่วนแบ่งทางการตลาดของทั้ง 2 บริษัทได้ เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก่อนจะเข้าทำรายการทางทีมงานมั่นใจว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีความมั่นใจการเข้าซื้อกิจการจะสำเร็จลุล่วงด้วยดี ซึ่งหลังจากการเข้าซื้อรายการดังกล่าวสำเร็จ บริษัทจะชะลอแผนการซื้อกิจการ จนกว่าจะมีความเข้มแข็งทางการเงินแล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง
สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ ทิศทางราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้ต้นทุนปรับลดลง ซึ่งการอ่อนตัวของค่าเงินบาทจะเป็นผลดีกับการส่งออกของประเทศ ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแผนธุรกิจในปีหน้าบริษัทตั้งเป้าหมายจะเจาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มเอเชีย เนื่องจากตลาดดังกล่าวบริษัทไม่ได้ขยายตลาดมีในก่อนหน้านี้และเริ่มมีศักยภาพในการเติบโตมากขึ้น








