วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

GUNKUL : เติบโตจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ได้เข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท จีเค เซนได (GK Sendai)

ในราคา 1.80 พันล้านเยน (ประมาณ 504 ล้านบาท) ซึ่ง GK Sendai มีใบอนุญาตในการขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังผลิตติดตั้ง 38.10MW ได้รับสัมปทานขายไฟฟ้าให้ Tohoku Electric เป็นระยะเวลา 20 ปี ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in tariff (FIT) หน่วยละ 36 เยน (10 บาท) เราคาดว่าบริษัทนี้จะสร้างกำไรให้กับ GUNKUL ปีละ 130 ล้านบาท เพิ่มมูลค่าหุ้นให้อีก 4 บาท นอกจากนี้ เราตั้งสมมติฐานโอกาสที่ GUNKUL จะเข้าร่วมทุนกับโครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่จะประกาศในเดือน มี.ค. 2015 อีกราว 50MW คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเพียง 5% ของที่กพช.ประกาศรับซื้อไฟจากโครงการที่ได้ยื่นเสนอมาก่อนหน้านี้ 1,031MW ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าหุ้นอีก 6 บาท ดังนั้น เป้าหมายปี 2015 ของ GUNKUL จึงเพิ่มขึ้นจาก 30 บาทเป็น 40 บาท (Sum of The part) แนะนำ ซื้อ

ก้าวแรกในญี่ปุ่น มุ่งหวังเป็นบริษัทพลังงานทดแทนระดับภูมิภาค : GUNKUL แจ้งว่าบริษัท GUNKUL International (GIM) (บ.ลูกของ GUNKUL) เข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท GK Sendai ในราคาทั้งสิ้นราว 1.80 พันล้านเยน (504 ล้านบาท) สินทรัพย์ที่ได้มาคือหุ้นของ GK Sendai ซึ่ง GK Sendai มีใบอนญาตในการจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 31.75MW (กำลังการผลิตติดตั้ง 38.10MW) ในจังหวัดมิยากิ ประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ GK Sendai ได้รับสัมปทานการในการขายไฟฟ้าให้แก่ Tohoku Electric เป็นระยะเวลา 20 ปี ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ feed-in tariff (FIT) หน่วยละ 36 เยน (ประมาณ 10 บาท) และยังมีสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวตลอดระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี

การลงทุนครั้งนี้คิดเป็นต่อเมกะวัตต์ที่ 13 ล้านบาท เราคิดว่าเหมาะสมเพราะอยู่ในระดับเดียวกับในไทยที่มีการซื้อขาย PPA และยังมีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำ เพราะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ feed-in tariff (FIT) หน่วยละ 10 บาท และมีสัญญาเช่าที่ดินตลอดระยะเวลาสัมปทาน 20 ปี แต่มีความเสี่ยงที่ค่าเงินเยนผันผวนสูง

โครงการนี้จะใช้เงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าประมาณ 105 ล้านบาท/MW หากก่อสร้างทั้งหมด 38MW จะต้องใช้เงินลงทุนอีก 4,000 ล้านบาท แต่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารของญี่ปุ่น โดยจะปล่อยกู้ถึง 80% ของโครงการ (ดอกเบี้ยต่ำมาก) ที่เหลือมาจากกระแสเงินสดของ GUNKUL

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าวข้างต้น เราคาดว่าโครงการนี้จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1.45 ล้านหน่วย/MW/ปี ที่ราคาขายไฟ 10 บาท/หน่วย ทำให้มีรายได้รวม 14.5 ล้านบาท/MW/ปี ต้นทุนดอกเบี้ยเพียง 3% กำไรจะอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท/MW/ปี หากคำนวณที่ 38MW จะมีรายได้ประมาณ 570 ล้านบาท/ปี และมีกำไรสุทธิ 130 ล้านบาท/ปี มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 5-6 ปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากโครงการ (EIRR) 15% คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ 3,500 ล้านบาท หรือเพิ่มมูลค่าหุ้นให้แก่ GUNKUL 4 บาท

คงประมาณการกำไรปี 2015 โต 35.2% และจะโตก้าวกระโดดอีกครั้งในปี 2016 : เรายังคงประมาณการกำไรปี 2015 เติบโต 35.2% Y-Y เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นจะก่อสร้างแล้วเสร็จและรับรู้รายได้ภายในปี 2017 ส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มในไทย 1,031MW ที่จะมีการก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปีหน้า จะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไป ทำให้กำไรของ GUNKUL ในปี 2016 กลับมาโตก้าวกระโดดอีกครั้ง