"ณรงค์ชัย" รมว.พลังงาน เร่งสรุปไอพีพี กัลฟ์ ชี้พีดีพีใหม่ลดใช้ไฟหมื่นเมกฯ
“ณรงค์ชัย”คาดใช้เวลาไม่นานสรุปโครงการไอพีพี 5,000 เมกะวัตต์ของกลุ่มกัลฟ์ หลังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาความเห็นของคตร. ด้านสนพ.ชี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าตามแผนพีดีพีใหม่ลดลงเกือบ10,000 เมกะวัตต์
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)มีหนังสือถึงกระทรวงพลังงานให้ยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโครงการไอพีพี ขนาด 5,000 เมกะวัตต์ กับบริษัทกัลฟ์ เอส อาร์ ซี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มกัลฟ์เจพี ว่า ทางคตร.ได้ขอให้กระทรวงพลังงานตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานน่าจะได้ข้อสรุป
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีการยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกลุ่มกัลฟ์ ซึ่งเป็นผู้ชนะการประมูลให้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) เพียงกลุ่มเดียว กำลังการผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) ได้ประกาศผลไปเมื่อเดือนมิ.ย. 2556ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.2372 บาท/หน่วย และมีการลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ไปแล้ว ในช่วงรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ใช้เงินลงทุนมากกว่าแสนล้านบาท และ ที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีที่ กฟผ.บอกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชน การสั่งให้ยกเลิกสัญญาต้องมีเหตุผลที่สามารถอธิบายต่อสังคมและนักลงทุนได้
ทั้งนี้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผนพีดีพีฉบับใหม่ ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรือ(กพช.) เมื่อวันที่ 15ธ.ค.ที่ผ่านมา ยังคงบรรจุโครงการไอพีพี ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จำนวน5,000 เมกะวัตต์ ของกลุ่มกัลฟ์ เจพี เอาไว้ในแผนซึ่งทะยอยเข้าระบบตั้งแต่ปี2564
นายชวลิต พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)กล่าวว่า สนพ.รอความชัดเจนจากคณะกรรมการที่กระทรวงพลังงานตั้งขึ้น โดยมีนายทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ซึ่งหากต้องมีการยกเลิกโครงการดังกล่าวจริง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี ฉบับใหม่ มากนัก เนื่องจากในการจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า คาดว่า เมื่อสิ้นปี 2579 จะปรับลดลงพอสมควร และทำให้สามารถชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปได้อีก
ทั้งนี้แผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีการส่งเสริมการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ามาเป็นหลอดแอลอีดีและการส่งเสริมให้มีการประหยัดพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมและอาคาร นั้นคาดว่าจะสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้เกือบ10,000 เมกะวัตต์








