วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อีทีเอฟ'ต่างชาติทิ้งหุ้นไทย คลังสั่งก.ล.ต.สอบข่าวลือ

หุ้นไทยร่วงต่อตามตลาดหุ้นเกิดใหม่ นักวิเคราะห์ชี้เกิดจากแรงเทขาย"อีทีเอฟ"ต่างประเทศ ฉุดหุ้นใหญ่ร่วง

มองปีหน้าตลาดหุ้นไทยสดใส ด้านรมว.คลังเชื่อมี"ไอ้โม่ง"ปล่อยข่าว ขณะผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ มองนักลงทุนรายบุคคลเข้าใจสถานการณ์เข้าซื้อหุ้นต่อเนื่อง เตรียมประสาน "ก.ล.ต." เกาะติดข่าวลือใกล้ชิด ส่วนตราสารหนี้ไม่กระทบ ต่างชาติคงซื้อสุทธิ 8.65 พันล้าน

ภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้ (16 ธ.ค.) ดัชนียังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงมากที่สุด รองลงมาในกลุ่มพลังงาน และวัสดุก่อสร้าง เป็นตัวฉุดรั้งตลาดให้ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีปิดการซื้อขายอยูที่ 1461.74 จุด ปรับตัวลดลง 16.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 75,869.17 ล้านบาท โดยต่างชาตยังคงขายต่อเนื่องอีก 8,374.38 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 2,707.38 ล้านบาท ขณะที่สถาบันซื้อสุทธิ 5,671.52 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อ 5,410.24 ล้านบาท

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่าการปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นรอบนี้ เกิดจากความกังวลในราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะปิดความเสี่ยงในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปด้วย

"สิ่งที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นไทย ชัดเจนว่ามาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ทำให้นักลงทุนเลือกทิ้งหุ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรือกลุ่มอิมเมอร์จิงมาร์เก็ต วันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกเทขายมากที่สุด ส่วนวานนี้เรายังเกาะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน"

กองอีทีเอฟขายหุ้นไทยในตปท.

ม.ล.ทองมกุฎ กล่าวว่า แรงเทขายที่เกิดขึ้น เป็นแรงเทขายจากกองทุนรวมอีทีเอฟของหุ้นไทยในต่างประเทศ เห็นได้จากการปรับตัวลดลงของหุ้นขนาดใหญ่ในทุกหลักทรัพย์ ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกัน และเป็นการเทขาย โดยไม่อ้างอิงกับปัจจัยพื้นฐาน

ส่วนกองทุนในประเทศจากการตรวจสอบพบว่า ยังไม่มีลักษณะของนักลงทุนรายบุคคล ขายกองทุนเพื่อกลับมาถือเงินสด แต่นักลงทุนสถาบันไทยเลือกที่จะปรับพอร์ตด้วยการเลือกขายหุ้นเป็นรายหลักทรัพย์แทน

หากประเมินปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย จากการปรับลดลงของราคาน้ำมัน หรือราคาหุ้น ไม่ได้ทำให้พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกันการปรับลดลงของราคาน้ำมัน เป็นผลบวกกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย เพราะปัจจุบันน้ำมัน ถือเป็นต้นทุนสำคัญในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นขนส่ง ก่อสร้าง ค้าปลีก เมื่อต้นทุนปรับตัวลดลง จะทำให้ผลการดำเนินงานต่างๆ ดีขึ้น ดังนั้นการปรับลดราคาน้ำมัน จะทำให้ภาพของตลาดหุ้นไทยปีหน้า จะมีทิศทางที่สดใสมากกว่าเดิม และมองว่าจะเป็นปีที่บูลิส (ตลาดหุ้นกระทิง) ได้อีกครั้ง

สิ้นปียากเห็นดัชนีปิด 1600 จุด

ทิศทางของตลาดหุ้นไทยหลังจากนี้ ดัชนียังคงผันผวน หากราคาน้ำมันยังเหวี่ยงตัวรุนแรงอยู่ ปกติแล้วเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ จะเริ่มชะลอการลงทุนช่วงปลายปี จากการเข้าสู่เทศกาลวันหยุดปลายปี สิ่งที่จะคาดหวังได้ คือเม็ดเงินจากการลงทุนในกองรวมทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เข้ามาขับเคลื่อนตลาด โดยประเมินว่า จะมาช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นได้ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี

ม.ล.ทองมกุฎ กล่าวต่อว่า ส่วนการลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ จากการปรับลดลงจากราคาน้ำมัน เช่น กลุ่มขนส่ง เป็นต้น แต่จะคาดหวังให้ตลาดหุ้นไทยกลับไปยืนที่ระดับ 1,600 จุดในสิ้นปีนั้น ยากที่จะเกิดขึ้น

"สมหมาย"เชื่อมีไอ้โม่งปล่อยข่าว

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่า ปัจจัยหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ขณะที่ปัจจัยภายในไม่ได้มีปัญหาใด ๆ แต่ยอมรับว่ามีขบวนการปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงเข้ามากดดันเพิ่มเติมด้วย ขณะนี้ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)กำลังติดตามกรณีการปล่อยข่าวลือเพื่อหวังหาประโยชน์จากภาวะตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้ระมัดระวังและประชาสัมพันธ์ให้ดี

“ผมไม่เห็นมีปัจจัยภายในประเทศที่ทำให้หุ้นตก แต่เวลาตกเราก็เคยเห็นนะ ประวัติศาสตร์มันมี แต่ปีนี้มันมาตกปลายปี ทำให้ดูไม่ค่อยดีเท่าไร คิดว่าตกแล้วเว้นระยะสักช่วงหนึ่งก็ต้องขึ้น แต่ตอนนี้น้ำมันก็ยังตกอยู่เรื่อยๆ ซึ่งข่าวไม่ดีที่ออกมาก็เชื่อว่ามีไอ้โม่ง พอได้จังหวะก็ทำ และกวาดหุ้นกันไป แต่ยังไม่รู้ว่ากลุ่มใหญ่หรือไม่ ก.ล.ต.ก็กำลังจับตาอยู่"นายสมหมายกล่าว

ตลาดผนึกก.ล.ต.-คลังเกาะติดข่าวลือ

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาน้ำมัน ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้รายงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันทำงานใกล้ชิด ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และก.ล.ต. ตรวจสอบการซื้อขายวันที่ 15 ธ.ค. กรณีที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงในบางช่วงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาติดลบที่ระดับ 2% ได้

ส่วนวันนี้การปรับลดลงก็ยังอยู่ในลักษณะเดียวกันทั้งภูมิภาค ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่น่ากังวล ส่วนกระแสข่าวลือที่เข้ามากระทบกับการซื้อขายนั้น ตลาดหลักทรัพย์จะมีการประสานงานร่วมกันก.ล.ต.ในการตรวจสอบและระงับการกระทำผิด

การปรับตัวลดลงดังกล่าวยังเห็นทิศทางที่ดีที่มีนักลงทุนรายบุคคลเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการประเมินเรามองว่า การเข้าซื้อของพวกเขาเกิดจากมั่นใจในพื้นฐานตลาดหุ้นไทย และอยู่ใกล้ชิดกับสถานการณ์จึงเกิดความเชื่อมั่น เห็นโอกาสลงทุนระยะยาว

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่าการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในรอบนี้ เกิดจากความกังวลของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า จึงเทขายหุ้นไทยและตลาดหุ้นเกิดใหม่ ทำให้หุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องคาดหวังจากนี้คือเม็ดเงินที่ลงทุนในแอลทีเอฟที่จะเข้ามา ช่วยสนับสนุนให้หุ้นไทยสามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง

การปรับลดลงดังกล่าวนั้นไม่กระทบกับผลการดำเนินงานของบริษัทหลักทรัพย์ เพราะหลายบริษัทมีฐานทุนที่แข็งแกร่งปล่อยเงินบัญชีกู้เพื่อซื้อหลักทรัพย์ในระดับ 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ถือว่ามากเกินไป และยังสามารถควบคุมได้

ต่างชาติซื้อบอนด์เฉียด9พันล้าน

นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ช่วงวันที่ 1-12 ธ.ค.ที่ผ่านมา เงินต่างชาติเป็นยอดซื้อสุทธิ 8,648 ล้านบาท โดยยังซื้อตราสารหนี้ระยะยาว 11,173 ล้านบาท ขณะที่ขายตราสารหนี้ระยะสั้น 2,525 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวลดลงเฉลี่ยในทุกช่วงอายุ 0.05-0.07% และลดลงมากในช่วงอายุ 10 ปี

"ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง เพราะราคาพลังงานที่ปรับตัวลง ปัจจัยนี้ไม่ได้กระทบต่อตลาดตราสารหนี้แต่ประการใด โดยยังมีเงินไหลเข้าลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวอย่างต่อเนื่องแค่ 2 อาทิตย์ก็ซื้อเข้ามา 11,173 ล้านบาท ขณะที่เดือนพ.ย.ทั้งเดือนซื้อไป 4,000 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มไหลเข้ามาต่อเนื่องในส่วนของตราสารหนี้ระยะยาว"นายสุชาติ

แอสเซทพลัสคาดหุ้นไทยปีหน้าฟื้น

นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมานี้ น่าจะเป็นสัญญาณหลอกที่ไม่ได้สะท้อนราคาที่แท้จริงของน้ำมัน แต่เกิดจากการเข้ามากระหน่ำขายน้ำมันในตลาดล่วงหน้า ของกองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) บางส่วน จนทำให้ราคาปรับตัวลงมาต่อเนื่อง และเชื่อว่าราคาไม่น่าจะลงไปต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาเรล ดังนั้นสัญญาณหลอกดังกล่าว น่าจะทำให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น ก่อนที่จะรีบาวน์กลับขึ้นไปได้ในลักษณะวี-เชฟเช่นกัน

ราคาน้ำมันที่เหมาะสม และทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ลำบากทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้บริโภคน่าจะอยู่ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาเรล การปรับตัวลงมาครั้งนี้บริษัทมองเป็นโอกาสในการพิจารณาเข้าไปลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย แต่ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาดอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่มีโอกาสลงทุนระยะยาวมากขึ้น

"บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของไทย มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง หากใช้จังหวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงไปสร้างกลยุทธ์ในการเติบโต ที่ถูกต้องได้จะเอื้อต่อการเติบโตในระยะยาวของบริษัท บริษัทจึงได้เริ่มมองดูโอกาสในการเข้าลงทุนตรงนี้ไว้ด้วยเช่นกัน"

คาดปีหน้าบจ.กำไรโต 10-15%

นายรัชต์ ยังกล่าวอีกว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจะมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาคนับจากจุดสูงสุดลงไปต่ำสุดนั้นลงไปกว่า 15% ส่วนหนึ่งเพราะหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนกว่า 25% ในตลาดหุ้นไทยจึงทำให้ตลาดหุ้นยังมีโอกาสปรับลงได้อีกตามราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวลง แต่ความเสี่ยงขาลงเริ่มจำกัด เพราะหุ้นกลุ่มอื่นไม่จำเป็นต้องปรับตัวลง และมองไปข้างหน้าด้วยพื้นฐานของไทย ที่ยังไม่เปลี่ยนหากการลงทุนภาครัฐสามารถเดินหน้าได้ตามแผน ยังมีโอกาสเห็นตลาดหุ้นไทยปีหน้า ปรับตัวขึ้นไปตามที่หลายฝ่ายมองไว้หากมองการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปีหน้าโต 10-15% ที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 15 เท่า โอกาสเห็นตลาดหุ้นไทยขึ้นไปที่ระดับ 1,600 -1,700 จุด

"หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาทำให้ตลาดเริ่มดูน่าสนใจขึ้นปัจจุบันมี P/E ประมาณ 15 เท่า จากช่วงก่อนหน้าอยู่กว่า 17 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างแพงแล้วกองหุ้นของบริษัท ก็มีการปรับพอร์ตมาตั้งแต่ช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นไปเคลื่อนไหวในระดับสูง หุ้นที่บริษัทชอบยังเป็นหุ้นรับเหมา ท่องเที่ยว ขนส่งที่ราคาปรับตัวลงมามากจนเริ่มน่าสนใจ รวมถึงเริ่มจับตากลุ่มพลังงานด้วย กลุ่มอาหารก็ยังไปได้รวมถึงแบงก์และประกัน ในจังหวะหุ้นปรับฐานเช่นนี้จึงเป็นโอกาสในการเข้าทยอยลงทุนมากกว่า"