มีรอยต่อคำสั่งซื้อ ฉุดกำไรปี 2558 ลง
เปลี่ยนลดคำแนะนำเป็น “ขาย”
เราลดคำแนะนำของ TKT ลงเป็น “ขาย” จากเดิม “เก็งกำไร” หลังปรับลดมูลค่าเหมาะสมลง 22% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2557 มากกว่าคาด อีกทั้งปี 2558 กำไรมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากการสูญเสียออร์เดอร์ลูกค้าหลัก (Toyota) ในขณะที่ออร์เดอร์จากลูกค้ารายใหม่ (Ford) ยังเข้ามาชดเชยไม่ทัน คาดกำไรปี 2557 - 2558 ลดลง 36% YoY และ 21% YoY ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้กำไร 4Q57 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการส่งมอบงานแม่พิมพ์ แต่เรามองเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น และมีความกังวลกับการหดตัวของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในปี 58 ซึ่งเป็นรายได้หลักมากกว่า
กำไรปี 58 หดตัวต่อเนื่องสวนทางยอดผลิตรถที่คาดว่าจะฟื้น
เราคาดกำไรสุทธิปี 2558 ของ TKT จะหดตัว 21% YoY สวนทางกับยอดผลิตรถยนต์ที่คาดว่าจะฟื้นตัว 5-10% YoY เนื่องจาก TKT สูญเสียออร์เดอร์จากลูกค้าหลักบางรุ่น (Toyota สัดส่วนรายได้ ~50% ของยอดขาย) หลังจากมีการเปลี่ยนโมเดลใหม่แต่ TKT ไม่ได้รับการต่อสัญญา โดยออร์เดอร์ดังกล่าวจะเริ่มลดลงตั้งแต่ 1Q58 ในขณะที่ออร์เดอร์ที่ได้จากลูกค้าใหม่ (Ford สัดส่วนรายได้ ~5% ของยอดขาย) จะเริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่ 3Q58 จึงทำให้เกิดช่วงรอยต่อใน 2Q58 ผลประกอบการอาจขาดทุน โดยเราปรับลดประมาณการกำไรปี 58 ลงจากเดิม 57% เหลือเพียง 20 ล้านบาท ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เกิดมหาอุทกภัยในปี 54 แต่อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีข้อดีในอนาคตจากความเสี่ยงในการพึ่งพิงลูกค้าหลักที่ลดลง
กำไร 4Q57 ฟื้นเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น
กำไร 4Q57 มีแนวโน้มฟื้นตัวเป็น 15 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่เพียง 1 ล้านบาท แต่เรามองเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น เนื่องจากเกิดจากการฟื้นตัวของงานแม่พิมพ์ (ซึ่งไม่ใช้รายได้หลักและไม่แน่นอน) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวจากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 90 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (ซึ่งเป็นรายได้หลัก) คาดฟื้นตัวเพียง 5% QoQ ตามภาวะอุตสาหกรรมที่คาดว่ายอดผลิตรถยนต์จะฟื้นตัวเพียง 5-10% QoQ โดยเราปรับลดประมาณการกำไรปี 57 ลงจากเดิม 32% เหลือเพียง 25 ล้านบาท และคาดเงินปันผลของปี 2557 อยู่ที่เพียง 5 สตางค์/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผลเพียง 2%
ปรับลดมูลค่าเหมาะสมลงเหลือ 2.00 บาท
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างลูกค้าในปี 2558 ทำให้เราคาดว่ากำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่เพียง 9 สตางค์เท่านั้น ซึ่งหากประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธีเดิม PE ที่ 12 เท่า หุ้น TKT จะมีมูลค่าเพียง 1.08 บาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี เราคาดผลประกอบการจะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2559 กว่า 1 เท่าตัวหลังได้รับออร์เดอร์จากลูกค้าใหม่อย่างเต็มปี ดังนั้น ในช่วงนี้ที่ผลประกอบการยังไม่ผ่านช่วงที่แย่ที่สุด (คาด 2Q58) เราจึงเปลี่ยนวิธีประเมินมูลค่าเหมาะสมมาเป็นวิธี PBV ปี 2558 ที่ 0.9 เท่า ได้มูลค่าเหมาะสมใหม่เท่ากับ 2.00 บาท (จากเดิม ประเมินด้วยวิธี PE ปี 2558 ที่ 12 เท่า ก่อนปรับประมาณการได้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 2.58 บาท) และเนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวในปี 58 ที่แย่กว่าอุตสาหกรรมเราจึงนำหุ้น TKT ออกจาก Coverage ของเราในช่วงนี้









