วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET ทดสอบแนวรับจิตวิทยา1500 จุด

SET View

- แนวโน้ม SET คาดจะแกว่งตัวลงทดสอบแนวรับจิตวิทยาที่ 1500 จุด โดยมองกรอบการเคลื่อนไหว1500-1520 จุด(1)ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 5 ปี บริเวณ US$60 ต่อบาร์เรล คงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในไทยและภูมิภาค (2) ตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงแรงเมื่อวันศุกร์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 315 จุด (-1.7%)(3) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน 2.08% บ่งบอกถึงความวิตกของนักลงทุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง Non-US Dollar ที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก(4) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่อง 3 วันทำการแล้วกว่า 9.8 พันล้านบาท(5)ในทางเทคนิค SETหากไม่สามารถกลับมายืนเหนือ 1520 จุดมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ 1487 จุดตามจุดต่ำสุดเดิม

- ประเมินความเสี่ยง SET ณ ปัจจุบันที่ 1514 จุด ซื้อขายที่ 14.4xP/E’58 (1) มี upside 11.5% จากระดับเป้าหมายปี 58ในกรณีที่ดีที่สุด (Best case) ที่ 16เท่า P/E หรือ1,689จุด(2) มี downside 2.5% จากระดับเป้าหมายSET ปี 58ในกรณีที่แย่สุด (Worst case) ที่ 14 เท่า P/E หรือ 1,478 จุด (3) ประเมินอัตราส่วน Reward/Risk จากกรณีที่ดีที่สุด และ กรณีที่แย่ที่สุด (best/worst) ที่ระดับ 4.6 เท่า ถือว่าเป็นระดับที่เริ่มทยอยสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะ 6-12 เดือนได้ และ (4)เนื่องจากกลุ่มพลังงานและธนาคารรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่าตลาดใน SET การทยอยสะสมหุ้น ณ ระดับปัจจุบันสามารถลดความผันผวนด้วยการหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร

- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วันชะลอการลงทุนหรือหากรับความเสี่ยงได้มากหาจังหวะลงแรงซื้อ-รีบาวน์ขึ้นขายหาก SET เกิด panic sell จนปรับลดต่ำกว่า 1500 จุด

1)Top Daily Pick : NOK (ได้ประโยชน์จากปัจจัยฤดูกาลและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มปรับตัวลง)WORK (เรตติ้งมีแนวโน้มดีขึ้นเพิ่มโอกาสปรับขึ้นค่าโฆษณา ขณะที่การดึงรายการช่อง 5 และ 9 มาออกใน WORKPOINT TV ส่งผลให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้น)

2)Technical Pick : MTLS SVOA RWI MAJOR MONO

3)Theme Play : สำหรับการลงทุน 3-6 เดือนขึ้นไป แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” และมี upside จากมูลค่าเหมาะสมระดับ 20% ขึ้นไป ได้แก่ GRAMMY THCOM SIM MFEC SYMC NBC CPALL CKINTUCH KAMART

รายงานวันนี้

Update : TKT (ขาย / มูลค่าเหมาะสม 2 บาท) มีรอยต่อคำสั่งซื้อ ฉุดกำไรปี 2558 ลง

Comment : กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด)รถไฟทางคู่สายแรกคืบหน้า คาดได้ชื่อผู้รับเหมาภายใน1Q58 เลือก CK และ STEC เป็น Top Pick

Fundamental Talk

- กลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ (15-19 ธันวาคม 57)

•แนวโน้ม SETเสียรูปแบบขาขึ้นและเกิดสัญญาณขายทางเทคนิคทั้งในกราฟรายวันและรายสัปดาห์ สัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งลงต่อเนื่องจากขาดปัจจัยบวกใหม่ มองกรอบการเคลื่อนไหว 1480-1545 จุดเชื่อว่าตลาดจะให้น้ำหนักไปที่ปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นในภูมิภาค ซึ่งอยู่ในช่วงของการปรับฐาน และยังไม่เจอจุดต่ำสุด (Bottom out) ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ยังทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 5 ปี บริเวณ US$60 ต่อบาร์เรล คงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในไทยและภูมิภาค ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐปรับลงแรงเมื่อวันศุกร์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับลดลงกว่า 315 จุด (-1.7%) ขณะที่ดัชนีความกลัวหรือ VIX Index ปรับขึ้นสู่ระดับ 21% สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์บ่งบอกว่าการปรับฐานในตลาดหุ้นสหรัฐยังไม่แล้วเสร็จ ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน 2.08% บ่งบอกถึงความวิตกของนักลงทุนต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง Non-US Dollar ที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

•ประเด็นที่ต้องติดตาม อาจส่งผลต่อทิศทาง SET ให้เพิ่มขึ้น/ลดลงมากกว่าคาด(1)การประชุมกพช.วันนี้หากมีเฉพาะการปรับโครงสร้างอัตราภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเบนซินและดีเซลให้ใกล้เคียงกันตามข่าว (ดีเซลปรับขึ้นราว 3 บาท ส่วนเบนซิน/แก๊สโซฮอร์ปรับลดราว 1.2-1.4 บาทต่อลิตร) จะไม่เป็นบวกต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมเนื่องจากสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลสูงเกือบ 60% ของการใช้รวม (2) การแถลงนโยบายของนายกชินโซอาแบะ หลังชนะการเลือกตั้งตามคาด หากคงมาตรดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินตามแผนจะเป็นปัจจัยบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน (3) วันที่ 17 ธ.ค. หากที่ประชุมกนง. มีมติมีการลดหรือออกมาในเชิงจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยาการลงทุนและ (4)ยอดซื้อสุทธิของ LTF และนักลงทุนต่างชาติ เท่าที่ผ่านมายอดมูลค่าซื้อขายสะสมตั้งแต่ 1 ธ.ค. ไม่ค่อยหนุนจิตวิทยาการลงทุน โดยต่างชาติยังเป็นฝ่ายขายสุทธิราว 4.5 พันล้าน ขณะที่ยังไม่เห็นปัจจัยกระตุ้นให้ต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในไทย นักลงทุนสถาบันยังมีลักษณะซื้อแบบตั้งรับไม่ไล่ราคา

•กลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้การลงทุนระยะสั้นเน้นถือเงินสดส่วนการลงทุนระยะกลางถึงยาว(3-6 เดือนขึ้นไป) สามารถทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม Domestic play ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามเศรษฐกิจไทยโดยรวมเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ทำให้ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า และราคายังไม่แพงได้แก่

(1)กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH TCOM SIM MFEC SYMC) เป็นกลุ่มที่รายได้แข็งแกร่งต่อเนื่องและมีปัจจัยกระตุ้นการเติบโตจากการสนับสนุนภาครัฐและโอกาสการเปิดประมูล 4G ได้สำเร็จในปีหน้า

(2)กลุ่มดิจิทัลทีวี(GRAMMY NBC) เลือกตัวที่ยังมี Upside โดยดิจิทัลทีวีเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากที่อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเติบโต บริษัทที่ทำช่องประสบความสำเร็จโอกาสที่จะปรับขึ้นค่าโฆษณาตามยอดคนดูที่เติบโตต่อเนื่อง

(3)กลุ่มเครือข่ายร้านค้าปลีก (CPALL KAMART) จะได้ประโยชน์จากกำลังซื้อผู้บริโภคในปีหน้ามีโอกาสฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโดยรวมและจากราคาน้ำมันที่ถูกลงขณะที่ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานกลุ่มเชื่อมโยงกับการส่งออก/สินค้าโภคภัณฑ์ (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกอาหารเดินเรือ)