วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาด'เสียงแตก'นโยบายดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์เสียงแตก ประเมินกนง."ลด-คง"ดอกเบี้ยนโยบาย ฝ่ายหนุน "ลดดอกเบี้ย" ประเมินเศรษฐกิจอ่อนแรงเกินคาด

เงินเฟ้อต่ำ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะฝ่าย"คงดอกเบี้ย" ชี้ไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ เหตุปัญหาหลักจากเศรษฐกิจโลก กดส่งออกและท่องเที่ยวชะลอ หวั่นเป็นตัวเร่งความเสี่ยงหนี้ครัวเรือน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมนัดสุดท้ายของปีนี้ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ตลาดเงินคาดการณ์ว่ากนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในปีนี้ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงครั้งเดียว คือ การประชุมเมื่อวันที่ 22 ม.ค. โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์การเมือง จากนั้นกนง.คงดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 2.00% ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการเมืองและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การประชุมในครั้งนี้ ตลาดเงินเริ่มคาดการณ์ว่ากนง.จะลดดอกเบี้ย ซึ่งแตกต่างจากการประชุมครั้งก่อน ที่นักวิเคราะห์และตลาดเงินประเมินตรงกันว่ากนง.คงดอกเบี้ย

นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ กล่าวว่าแม้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่ากนง.อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมรอบนี้ แต่ศูนย์วิเคราะห์ฯบล.ทิสโก้ ยังเชื่อว่ากนง.จะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2%

สาเหตุเพราะถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 แม้การเติบโตจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาคการบริโภคและการลงทุนบ้างแล้ว ดังนั้นความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจึงน่าจะน้อยลง

“ในส่วนของการบริโภคและการลงทุน ถ้าดอกเบี้ยลงก็อาจมีผลช่วยบ้าง แต่จากตัวเลขที่ออกมาเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวเป็นบวกแล้ว จึงไม่คิดว่า กนง. จะต้องกระตุ้นเพิ่มเติม”นายกำพลกล่าว

ห่วงลดดบ.เพิ่มเสี่ยงหนี้ครัวเรือน

นายกำพล กล่าวว่าตัวเลขการส่งออกและการท่องเที่ยวในไตรมาสสาม แม้ว่าจะยังไม่ดีนัก แต่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงก็คงไม่มีผลช่วยให้การส่งออกและการท่องเที่ยวกับมาดีขึ้นได้ เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ได้มีผลต่อทั้งสองส่วนนี้

ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงด้านเสถียรภาพด้านการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหนี้ครัวเรือนในเวลานี้สูงอยู่แล้ว การปรับลดดอกเบี้ย อาจจะยิ่งเป็นการเร่งหนี้ให้สูงขึ้นไปอีก เชื่อว่าการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบายของกนง.จะให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นหลัก

ดอกเบี้ยลดไม่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ

ด้านนางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไทย กล่าวว่า ตลาดการเงินเวลานี้มีมุมมองที่ค่อนข้างต่างกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยส่วนตัวมองว่า ดอกเบี้ยเวลานี้ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่ที่นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนไม่เพียงพอ แต่เป็นปัญหาจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ทำให้การส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าตามไปด้วย

“เมื่อนโยบายการเงินไม่มีปัญหา ขณะที่นโยบายการคลังเริ่มกลับมาทำงานมากขึ้น จึงควรปล่อยให้นโยบายการคลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ก่อน จึงไม่คิดว่า กนง. จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง” นางสาวอุสรากล่าว

ชี้แบงก์ส่อไม่ลดดอกเบี้ยตาม

นางสาวอุสรา กล่าวว่าหากประเมินทิศทางเศรษฐกิจปีหน้า มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี ขณะที่ภาคเอกชนรอลงทุนตามภาครัฐ ซึ่งหากการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจน ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มหันมาแข่งขันระดมเงินฝาก สะท้อนผ่านการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในวงเงินสูงๆ ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่บางแห่ง

"จึงมีความเป็นไปได้ว่า แม้ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง ธนาคารพาณิชย์อาจจะไม่ปรับลดลงตาม ซึ่งทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่"

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า กนง. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเอาไว้ก่อน เพื่อรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีว่ามีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นแค่ไหน ซึ่งถ้าเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ เชื่อว่าการประชุมครั้งหน้ากนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงได้เช่นกัน

“รอบนี้ตลาดมีความเห็นที่แตกต่างใน 2 ทิศทาง ฝ่ายที่มองว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลงมี 2 เหตุผลสำคัญ คือ ราคาน้ำมันฉุดให้เงินเฟ้อลดต่ำลงมาก และเศรษฐกิจไทยยังคงอ่อนแอ ซึ่งผมก็เห็นสอดคล้อง เพียงแต่มองว่า ครั้งนี้น่าจะคงเอาไว้ก่อนเพื่อรอดูตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4ว่าออกมาเป็นอย่างไร” นายอมรเทพกล่าว

แนะใช้นโยบายบาทอ่อนฟื้นส่งออก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอ สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลก ในขณะที่เศรษฐกิจไทยถ้าดูไส้ในจะเห็นว่าการบริโภคและการลงทุนเริ่มกลับมาดีขึ้น ดังนั้นการลดดอกเบี้ยอาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องนี้

นายอมรเทพ กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวนั้น ควรมาจากการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า นโยบายดอกเบี้ย เช่น การผ่อนปรนในเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ

“เงินบาทเรายังค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ที่เวลานี้ค่าเงินริงกิตอ่อนลงไปค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับเรา ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ 3.2 ริงกิตต่อดอลลาร์ ล่าสุดลงไปเหลือ 3.5 ริงกิตต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทไทยค่อนข้างนิ่ง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลงด้วย” นางอมรเทพกล่าว

หวั่นลดดบ.จุดชนวนสงครามค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม นายอมรเทพ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยถ้าธปท.จะใช้วิธีลดดอกเบี้ยลงเพื่อลดแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ไทย เพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เพราะจะกลายเป็นการประกาศสงครามค่าเงินแทน และยังเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อาจเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งวิธีที่น่าจะตรงจุดสุด คือ การผ่อนปรนในเรื่องการนำเงินออกนอกประเทศ

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% เนื่องจากมีปัจจัยเอื้อหลายอย่างที่เปิดทางให้ กนง. สามารถผ่อนปรนนโยบายการเงินได้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด เศรษฐกิจโลกซึ่งยังมีความเสี่ยงอยู่ ในขณะที่เงินเฟ้อไม่มีแรงกดดัน

ชี้ศก.อ่อนเกินคาดหนุนลดดอกเบี้ย

“เดิมเราคาดกันว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูปตัววี แต่ดูเหมือนตอนนี้จะเป็นตัวยู และเป็นตัวยูที่อ้วนมากด้วย เราจึงมองว่า กนง. น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งถ้าไม่ลดในการประชุมรอบนี้ ก็คงรอบหน้า คือ ต้นปี 2558”นายเบญจรงค์กล่าว

สำหรับความเป็นห่วงในเรื่องเสถียรภาพการเงินนั้น ในขณะนี้เริ่มลดแรงกดดันลง โดยจะเห็นว่าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เริ่มชะลอตัว ณ ขณะนี้ในด้านเสถียรภาพการเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยง เพราะปัจจัยที่เสี่ยงมากกว่า คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจ

หนุนลดดบ.สร้างบรรยากาศศก.

นายสมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนต.ค.ที่ออกมาล่าสุด จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่ยังเป็นการฟื้นตัวที่อ่อนมาก ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจระยะข้างหน้าการฟื้นตัวก็ยังไม่ชัดเจนนัก จึงมีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

“เศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างอ่อนแอ ในขณะที่หลายหน่วยงาน เช่น ไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเรื่อยๆ ล่าสุดเหลือ 3.8% ปีหน้าเราจึงหวังพึ่งการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ ดังนั้นการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี” นายสมประวิณกล่าว

อย่างไรก็ตามคงไม่สามารถคาดหวังได้ว่า การลดดอกเบี้ยจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นชัดเจน เพราะแรงขับเคลื่อนหลักยังคงต้องมาจากนโยบายการคลัง โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่ต้องเป็นตัวนำ แต่อย่างน้อยการลดดอกเบี้ยลง ก็น่าจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้บ้าง