ศูนย์วิจัยกสิกร หั่นคาดการณ์ "จีดีพี" ไทยปีนี้เหลือ 1.2% มองทิศทางปีหน้ายังสดใส คาดโตได้ 4%
แม้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวเปราะบาง พร้อมประเมินราคาน้ำมันที่ลดต่อเนื่อง ฉุดเงินเฟ้อต่ำ มองปีหน้าเฉลี่ยเพียง 1.5% เชื่อเปิดทาง กนง. ลดดอกเบี้ยได้ ด้าน ศูนย์วิเคราะห์ทีเอ็มบี มองเศรษฐกิจโตเพียง 0.6-0.8%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แรงขับเคลื่อนงบประมาณช่วงไตรมาส 4 ที่ยังล่าช้ากว่าที่คาดไว้ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 1.2% จากเดิมที่คาดว่าจีดีพีปีนี้จะอยู่ที่ 1.6% แต่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แม้จะยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง โดยสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 2.7% จากปีนี้ที่ 2.1%
ขณะที่ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จีนและญี่ปุ่นยังฟื้นตัวล่าช้า และมีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทำให้การส่งออกของไทยในปีหน้ายังขยายตัวในกรอบจำกัดที่ 3.5% โดยยังมีปัญหาทางด้านราคาสินค้าเกษตรสำคัญและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ทำให้คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้าจะอยู่ในกรอบ 3.5-4.5% หรือเฉลี่ยที่ 4% จากปีนี้ โดยมีแรงผลักจากเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก รวมถึงภาคส่งออกด้วย ทั้งนี้เสถียรภาพทางการเมืองและมาตรการเศรษฐกิจของภาครัฐอาจช่วยเสริมบรรยากาศการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ
"การส่งออกและท่องเที่ยวน่าจะกลับมาขยายตัวได้เมื่อเทียบกับปีนี้ ส่วนการใช้จ่ายภาคเอกชนในปีหน้าจะปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนยังกดดันอยู่ ส่วนการลงทุนเอกชนก็น่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องตามการลงทุนภาครัฐ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณน่าจะเร่งตัวมากขึ้นทำให้กลไกภาครัฐกลับมามีบทบาทมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย"
นายเชาว์ กล่าวว่า ปี 2558 ศูนย์วิจัยมองว่า ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องจากปีนี้ โดยมองค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 27.8% เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยประหยัดเงินในการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิ 3.1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิ 9.3 แสนล้านบาท แต่รายได้จากภาคท่องเที่ยวและคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกของไทยอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิมีสัดส่วน 8.2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย ส่วนการส่งออกไปยังตลาดผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิมีส่วนแบ่ง 4.9% ของการส่งออกของไทย
นายเชาว์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้คาดปีหน้าเงินเฟ้อทรงตัวต่ำในช่วงครึ่งแรกของปี โดยคาดเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้อยู่ที่ 1.9% และลดลงมาอยู่ที่ 1.5% โดยจะต้องจับตาราคาน้ำมัน หากราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบต่ำว่าที่คาดไว้ทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้เงินเฟ้อลดลงอีก 0.4% และหากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพิ่มขึ้น 1% ก็จะมีผลต่อเงินเฟ้อ 0.14% ซึ่งเงินเฟ้อที่ลดลงเป็นการเปิดโอกาสสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (กนง.) ให้มีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้ในประชุมวันที่ 17 ธ.ค. นี้ 0.25% และคาดว่าจะทรงตัวไปตลอดทั้งปี 2558 แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็ตาม
นายเชาว์ กล่าวว่า ส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายของไทย และสหรัฐที่กว้างขึ้นอาจทำให้เกิดความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ โดยมองปีหน้าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์
"ยอมรับว่าสถานการณ์แบบนี้ธนาคารกลางทุกแห่งประเมินยาก เพราะมีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับตัวลงได้อีก ขณะที่จีดีพีไม่ได้โตอย่างที่คาดไว้ หากให้น้ำหนักกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ควรลดดอกเบี้ยตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหากรอให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะทำได้ยาก"
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มีความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยขาดโมเมนตัม และเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับ กนง. ทำให้คาดว่า กนง. อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% โดย กนง. มีช่องทางที่จะลดดอกเบี้ยได้ เพราะเงินเฟ้อที่ลดต่ำลง สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงรวดเร็ว
นอกจากนี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ยังประเมินว่า จีดีพี ในปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 0.6-0.8% แม้จะได้เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 4 แต่ไม่สามารถชดเชยได้พอกับภาวะซึมเซาในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีได้
"เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ต้องให้เวลาฟื้นฟูอีกสักระยะก่อนกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่แรงส่งทางเศรษฐกิจซึ่งยังไม่เข้มแข็งพอ ทำให้ความหวังที่จะได้เห็นจีดีพีไทยรีบาวด์ 4% ในปีหน้ารางเลือนลง ด้านต่างประเทศยังมีความกังวลกับเศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น และจีนอยู่"








