นายทวารัฐ สูตะบุตร รองปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้แจงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและการปรับราคาในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม มีรายละเอียดดังนี้
สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีทิศทางปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แต่ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันของไทย แม้ว่ามีการปรับลดลงหลายครั้ง แต่ก็ยังมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจากสื่อมวลชน ถึงนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของกระทรวงพลังงานว่ามีควรมีทิศทางหรือความชัดเจนอย่างไร รวมทั้งกรณีการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
การปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ขอยืนยันว่าได้ปรับลดลงสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำมันในตลาดโลกอย่างทันท่วงที โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจากราคาเฉลี่ยในตลาดโลกที่มีการปรับตัวลดลงซึ่งเมื่อเทียบกับการคำนวณราคาขายปลีกในประเทศแล้วนั้น จะลดลงอยู่ที่ระดับประมาณ 9-10 บาทต่อลิตร
ในปัจจุบันพบว่าภาพรวมราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินนั้น ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ได้ลดลงต่อเนื่อง 13 ครั้ง รวมประมาณ 10 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 17 ครั้ง รวม 9 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 16 ครั้ง รวม 8.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 22 พค.เป็นต้นมา
จึงเห็นได้ว่าราคาขายปลีกได้สะท้อนการปรับตัวลดลงของตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของราคาน้ำมันดีเซล เหตุที่ยังไม่สามารถปรับราคาลงได้เท่าทันกับการลดราคาในตลาดโลกเหมือนเช่นกรณีของน้ำมันเบนซินนั้น มาจาก 2 เหตุผลที่สำคัญ คือ
1. มีความจำเป็นต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสะสางหนี้เดิมที่มีอยู่ในกองทุนน้ำมันจากนโยบายการตรึงราคาพลังงานซึ่งเป็นภาระผูกพันมาจากหลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงยังต้องส่งเงินเข้ากองทุนบางส่วนเพื่อสะสมเงินในกองทุนรองรับวิกฤตราคาพลังงานที่อาจเกิดการผันผวนขึ้นได้อนาคต
2. เพื่อรักษาระดับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อเตรียมรองรับการปรับไปสู่การเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งขณะนี้มีการเก็บเงินภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลเพียง 0.75 บาท จากเดิมที่เก็บสูงถึง 5.31 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันสถานะกองทุนมีอัตราการเก็บสถานะเป็นบวกสุทธิอยู่ที่ 10,169 ล้านบาท โดยได้กลับมาอยู่ในสถานะที่เป็นบวกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี
ในส่วนของโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) นโยบายการปรับสมดุลราคา LPG ที่ทำให้ทุกภาคส่วนมีราคาเท่ากัน ถือเป็นความตั้งใจและความกล้าหาญในการเข้ามาแก้ไขปัญหาการบิดเบือนราคาที่เรื้อรังมานาน และส่งผลเสียต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาภาครัฐเคยต้องมีภาระอุดหนุนราคา LPG สูงถึง 48,000 ล้านต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 120 ล้านบาท
ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่สุดในการปรับโครงสร้างราคา LPG ครั้งนี้ เพราะจะช่วยให้ไม่เกิดภาระที่ต้องชดเชยราคาข้ามกลุ่มเชื้อเพลิง และใช้โอกาสช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง จะส่งผลให้ประชาชนทั่วไปแทบจะไม่ได้รับผลกระทบ สำหรับผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบอาชีพหาบเร่แผงลอย กระทรวงพลังงานก็มีมาตรการช่วยเหลือให้ได้รับสิทธิ์ใช้ราคา LPG ในราคาเดิมทุกประการ
ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนก.พ. 2544 กองทุนน้ำมันเคยติดลบสูงสุดถึง 82,988 ล้านบาท และก็กลับมามีฐานะเป็นบวกสูงสุดในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 28,768 ล้านบาท เมื่อเดือนธ.ค. 2551 โดยในช่วงดังกล่าวราคาน้ำมันมีความผันผวนปรับสูงขึ้น และใช้เวลาเพียง18เดือน กองทุนก็กลับมาติดลบ 22,820ล้านบาท ในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เมื่อวันที่22พ.ค. 2557 ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เข้ามาบริหาร กองทุนน้ำมันยังติดลบอยู่ 7,335 ล้านบาท ซึ่งโชคดีที่เป็นช่วงราคาน้ำมันขาลง ที่ทำให้สามารถจัดเก็บเงินเข้ากองทุน จนกลับมามีฐานะเป็นบวก 10,169 ล้านบาทในวันที่ 7 ธ.ค. 2557
"จึงเป็นโอกาสที่จะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้เกิดความสมดุล และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น"








