วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โต 100% TSE รับรองฐานะช่วงแรก

เจเนอเรชั่น3 ตระกูลมาลีนนท์ โชว์ทางเติบโต“ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่” แม้เพิ่งออกมาโลดแล่นในโลกพลังงานทดแทน

ก่อนจะกลายเป็น “ขวัญใจเสี่ย” บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ หรือ TSE ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ เคยประสบผลขาดทุนและไม่มีตังค์ขยายกิจการในช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ “ตระกูลมาลีนนท์” ในฐานะหุ้นใหญ่ ตัดสินใจหาเงินลงทุน ด้วยการเชื้อเชิญนักลงทุนรายใหญ่มาร่วมวง ไม่ว่าจะเป็น “เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” และ “นเรศ งามอภิชน” โดยได้ขายหุ้นเพิ่มทุนราคาหุ้นละประมาณ 1.20 บาท

“ความฮอต” ของหุ้น TSE วัดได้จากราคาเปิดวันแรก (30 ต.ค.2557) ที่พุ่งจาก 3.90 บาท มายืน 8 บาท ก่อนราคาจะขยับปรับฐานขึ้นมาเรื่อยๆ ส่งผลให้ “ขาใหญ่บางราย” ตัดสินใจปล่อยหุ้นในส่วนของ IPO ออกที่ 10 บาท แม้ช่วงนั้นบริษัทต้องเผชิญหน้ากับการที่ “ไพบูลย์ มัทธุรนนท์" อดีตผู้ถือหุ้น TSE ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ระงับการจดทะเบียนของหุ้น TSE แต่ราคาหุ้นก็ยัง “ทุบสถิติสูงสุด” ที่ 11.30 บาท เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2557

ทำไมเซียนหุ้นถึงชอบหุ้น TSE? "ดร.แคทลีน มาลีนนท์" ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ แสดงความคิดเห็นกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ว่า นักลงทุนไซด์ใหญ่หลายคนเข้ามาลงทุนใน TSE ตั้งแต่บริษัทยังมีผลขาดทุน อย่าง “เสี่ยปู่” เข้ามาตามคำเชื้อเชิญผู้บริหารรายหนึ่งของบริษัท ซึ่งเขารู้จักกัน เมื่อเราฉายภาพธุรกิจให้ฟัง เขาก็ตัดสินใจซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนบริษัทจะเข้าตลาดหุ้น

“เสี่ยปู่ ไม่ได้บอกว่าจะถือหุ้น TSE ไปถึงเมื่อไหร่ ทุกอย่างเป็นสัญญาใจ (ยิ้ม) แต่ตราบใดที่บริษัทยังดำเนินธุรกิจจนเจริญเติบโต ก็คงไม่มีเหตุผลที่เซียนหุ้นรายนี้จะไม่ถือหุ้นของเราต่อ”

ก่อนจะเล่าแผนธุรกิจในอนาคต “นายหญิงวัย 43 ปี” ย้อนที่มาของการเข้ามานั่งบริหาร TSE ว่า หลายปีก่อน “ตระกูลมาลีนนท์” มีความคิดอยากแตกไลน์ออกมาทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ด้วยความที่อยากทำอะไร “ท้าทาย” จึงตัดสินใจขอพ่อ (ประชา มาลีนนท์) เข้ามาทำงานใน TSE หลังมองว่า ธุรกิจพลังงานทดแทนน่าจะเป็นตลาดหอมหวนในอนาคต

“พี่น้องคนอื่นๆ ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่น 3 ของตระกูล (เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้อง 7 คน ผู้หญิง 5 คน ผู้ชาย 2 คน) เขาสนใจธุรกิจทีวีมากกว่า” “แคทลีน” บอกอย่างนั้น

เธอเริ่มเข้ามานั่งทำงานใน TSE เมื่อปี 2554 หลังบริษัทก่อตั้งมาแล้ว 2 ปี แรกเริ่มของการทำงาน “แคทลีน” ยอมรับว่า มันไม่ง่ายเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อน (2554-2556) บริษัทขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แต่การที่บริษัทมีทีมงานเก่งๆ ไม่ว่าจะเป็นทีมวิศวกรรมและไฟแนนซ์ ทำให้ TSE มีวันนี้

ก่อนจะเข้ามานั่งบริหารงานเต็มตัว ความรู้เรื่องพลังงานทดแทนอยู่ในระดับศูนย์ ยิ่งตอนนั้นบริษัทมีหนี้สินสูงถึง 1,100 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีโปรเจคใหม่รอใส่เงินอีก 10 โครงการ ยิ่งทำให้รู้สึกเครียด แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี วิธีการคือ ปรับโครงสร้างหนี้ และหาผู้ร่วมทุน

ปัจจุบัน TSE ติด 1 ใน 5 ผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ เราเชื่อว่า ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า มีโอกาสจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เป้าหมายของภาครัฐ คือ ต้องผลิตพลังงานหมุนเวียน 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการไปแล้ว 2,000 เมกะวัตต์ เหลือค้างท่ออีก 2,000 เมกะวัตต์

จริงๆแล้วก่อนจะเข้ามาทำงานใน TSE ช่วงเรียนจบปริญญาเอก ประเทศสหรัฐอเมริกาใหม่ๆ ได้เข้าไปนั่งตำแหน่งนักลงทุนสัมพันธ์ใน “บีอีซี เทโร” การทำงานในครั้งนั้น ทำให้ได้เรียนรู้ว่า นักลงทุนคาดหวังอะไรกับบริษัทจดทะเบียน ทำงานได้ 5 ปี ก็ขยับมาบริหารงานใน บมจ.เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ หรือ WAVE ช่วงปี 2551 ตอนนั้นคุณพ่อขอให้เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจ ช่วงนั้นเหนื่อยมาก เข้ามาทำงานแบบไม่มีความรู้อะไรเลย ยิ่งธุรกิจอยูในช่วงขาลง หลังซีดีและดีวีดีเถื่อนระบาดยิ่งเหนื่อย

“โจทย์ยากของ WAVE” ในตอนนั้น คือ มีกระแสเงินสดเพียง 400 ล้านบาท แต่ต้องทำธุรกิจให้รอดในช่วงขาลง ทางออกในครานั้นมี 2 ทาง คือ ดันยอดขาย และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ช่วงนั้นเราตัดสินใจลดในส่วนของตัวแทนจำหน่ายลงจาก 300 คน เหลือ 100 คน และเติมธุรกิจใหม่เข้าไป นั่นคือ ธุรกิจผู้ผลิตคอนเทนท์ให้กับเจ้าของสื่อ

วันนี้ WAVE เติบโตแบบ “Organic growth” หรือ เติบโตจากสินทรัพย์ที่บริษัทมีอยู่ ฉะนั้นเราจำเป็นต้องหาธุรกิจใหม่มาเสริม ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกิจการ หรือ M&A ล่าสุดบริษัทเริ่มจับมือกับผู้ประกอบการเอ็นเตอร์เทนเมนท์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ปัจจุบันกำลังมีสัญญาณ “เทิร์นอะราวด์”

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เวฟ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นนบริษัทย่อยของ WAVE ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท เจฟเฟอร์ เรสโตรองต์ จำกัด จำนวน 10,098,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท แบ่งเป็นการซื้อหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิจากผู้ถือหุ้นเดิม 98,000 หุ้น และซื้อหุ้นสามัญออกใหม่ 10 ล้านหุ้น ปัจจุบัน “เจฟเฟอร์ เรสโตรองต์” ประกอบกิจการร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ “เจฟเฟอร์” จำนวน 74 สาขาทั่วประเทศ

"ดร.แคทลีน” แชร์แผนธุริจของ TSE ว่า “ปีแรกๆของการลงทุน แน่นอนรายได้คงเติบโต “ร้อยเปอร์เซ็นต์” จากนั้นจะขยายตัวเฉลี่ย 10-15 เปอร์เซ็นต์”

ปัจจุบันบริษัทดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 3 แบบ คือ 1.โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในระบบรางรวมแสง (โรงไฟฟ้า Thermal) ซึ่งบริษัทถือเป็นผู้ประกอบการรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการระบบนี้ ณ วันที่ 30 มิ.ย.2557 บริษัทมีโรงไฟฟ้า Thermal จำนวน 1 แห่ง กำลังการผลิต 4.5 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่กว่า 150 ไร่ งบลงทุนกว่า 900 ล้านบาท ลูกค้าสำคัญ คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้า Thermal แห่งใหม่ แต่อาจเพิ่มกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายที่มีอยู่เป็น 9 เมกะวัตต์ ซึ่งการเพิ่มการผลิตจะทำให้ต้นทุนการก่อสร้างลดลงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางทีมบริหารได้พูดคุยกับทีมวิศวกรว่า เนื่องจากเรามีความรู้ในระบบโรงไฟฟ้า Thermal อย่างดี ฉะนั้นหากบริษัทต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และอินเดีย จะมาจ้างบริษัทผลิตก็ควรทำ ตอนนี้มีติดต่อมาบ้าง แต่เราขอเวลาศึกษาอีกสักพัก

2.โรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วไป ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้า PV ประเภท Solar Farm ที่ดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับกฟภ.ไปแล้วจำนวน 10 โครงการ กำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ ล่าสุดบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มเติมอีก ถือเป็นการลงทุนตามนโยบายของภาครัฐ คาดว่าจะลงทุนทำ Solar Farm อีกประมาณ 100 เมกะวัตต์ โครงการคงแล้วเสร็จปลายปี 2558

“วันนี้ยังมีงานค้างท่อรอรัฐอนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าอีก 1,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันเรากำลังเจรจาขอซื้อไลเซนส์ต่อจากผู้ประกอบการที่ได้ไลเซนส์ไปแล้ว แต่ไม่พร้อมทำ หรือไม่อยากทำ เพราะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่คุ้ม”

เธอ ยอมรับว่า โอกาสการลงทุนทำ Solar Farm ยังมีอีกจำนวน “มหาศาล” ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า (2558-2560) ส่วนโรงไฟฟ้าซีวมวลและชีวภาพ แน่นอนเราไม่พลาดที่จะศึกษา ล่าสุดมี 2 ผู้ประกอบการมาเสนอขายโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้กับบริษัท คาดว่าจะเห็นความเป็นไปได้ในช่วงกลางปีหรือปลายปี 2558 วันนี้ต้องยอมรับว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพมีข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบ

3.โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคารพาณิชย์” (โครงการ PV ประเภท Commercial Rooftop) ปัจจุบันบริษัทมีโครงการ PV จำนวน 14 โครงการ แบ่งเป็นโครงการละ 1 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิต 14 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ได้ทั้งหมดภายในปี 2557 ซึ่งทั้ง 14 โครงการเป็นการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของสาขา “โฮมโปร” และ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป” ล่าสุดกำลังเจรจากับค้าปลีกรายอื่นๆ เพื่อเข้าไปติดตั้ง PV

“จากแผนธุรกิจดังกล่าวจะทำให้สัดส่วนรายได้ของบริษัทเปลี่ยนแปลงไป โดยเราจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้า Thermal เพียง 2 เปอร์เซ็นต์ จากที่เคยรับมากถึง 17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรงไฟฟ้า PV ประเภท Solar Farm จะรับรู้ 90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจะรับรู้รายได้จากโครงการ PV ประเภท Commercial Rooftop ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

เมื่อถามถึงแผนลงทุนในต่างประเทศ? เธอย้ำเหมือนเดิมว่า กำลังศึกษาการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ล่าสุดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับนักธุรกิจท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยจะร่วมกันทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 2-3 ดีล กำลังการผลิตประมาณ 10 เมกกะวัตต์ คาดว่าจะได้สรุป 1 ดีล ภายในไตรมาสแรกของปี 2558 ขนาดกำลังการผลิตประมาณ 15-20 เมกะวัตต์ ส่วนการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาหน้าตาพันธมิตร และโครงสร้างการถือหุ้น หากเข้าไปดำเนินการจริง อยากมีกำลังการผลิตประมาณ 10-20 เมกกะวัตต์

“บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาจะจับมือกับ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบมจ.ปตท.หรือ PTT เพื่อร่วมกันทำพลังงานทดแทน แต่ตอนนี้ยังบอกรายละเอียดไม่ได้”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปิดท้ายบนสนทนาว่า เรามีแผนล้างขาดทุนสะสมทั้งหมด 234 ล้านบาท ในปี 2558 ด้วยการนำกำไรจากการดำเนินงานไปล้างขาดทุนสะสม โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาของปี 2557 บริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 648 ล้านบาท ฉะนั้นบริษัทอาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นตามนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ

“เราอยากเป็น “หุ้นเติบโต” หรือ Growth stock ขณะเดียวกันก็อยากเห็นนักลงทุนได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ”

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 คงดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้ 241.96 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วง High season ของธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม ขณะเดียวกันบริษัทจะรับรู้รายได้จากโซลาร์ฟาร์มครบทั้ง 10 โครงการ ขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้แล้ว 1,094 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 760 ล้านบาท

“อยากบอก “แฟนคลับหุ้น TSE” ว่า บางครั้งก็ตอบอยากเหมือนกันว่า บริษัทจะเติบโตไปในทิศทางไหน แต่อยากให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่า ด้วยความที่พลังงานทดแทนอยู่ใกล้ตัวทุกคน และไม่มีวันหมดไปจากโลก ทำให้ธุรกิจนี้มีความน่าสนใจ ฉะนั้นเรายังสามารถหันไปทำพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆได้อีก ที่สำคัญบริษัทไม่เปิดกั้นเรื่องพันธมิตร”