SET ทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 1520 จุด
SET View
- แนวโน้ม SET คาดมีโอกาสรีบาวน์เพื่อลงต่อ โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวบริเวณ 1510-1545 จุด ด้วยหลากปัจจัยกดดัน(1)ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังทำจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี บริเวณ US$62 ต่อบาร์เรล คงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในไทยและภูมิภาค (2)ดัชนีความกลัวหรือ VIX Index ปรับขึ้นสู่ระดับ 20% สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์บ่งบอกว่าการปรับฐานในตลาดหุ้นสหรัฐยังไม่เสร็จ(3)นักลงทุนต่างชาติและสถาบันขายสุทธิรวมกันกว่า 5.1 พันล้านบาท ยังคงกดดันจิตวิทยาการลงทุน(4)ในทางเทคนิค SETกำลังทดสอบแนวรับ 1520 จุดยืนไม่ได้มีโอกาสลงไปทดสอบบริเวณ 1487 จุดตามจุดต่ำสุดเดิมและ (5)เชื่อว่า SET มีโอกาสรีบาวน์ปลายตลาดจากความคาดหวังเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้งในญี่ปุ่นในวันอาทิตย์ที่ 14 ธ.ค.นี้ ว่าพรรครัฐบาลจะได้รับเลือกกลับเข้ามาและจะคงนโยบายการเงินผ่อนคลายสนับสนุนสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามาในภูมิภาค
- ประเมินความเสี่ยง SET ณ ระดับปัจจุบันที่ 1526 จุด ซื้อขายที่ 14.5 เท่า ของ P/Eปี 58 (1) มี upside 10.6% จากระดับเป้าหมายปี 58ในกรณีที่ดีที่สุด (Best case) ที่ 16เท่า P/E หรือ1,689จุด(2)มี downside 3.3% จากระดับเป้าหมายSET ปี 58ในกรณีที่แย่สุด (Worst case) ที่ 14 เท่า P/E หรือ 1,478 จุด (3)ประเมินอัตราส่วน Reward/Risk จากกรณีที่ดีที่สุด และ กรณีที่แย่ที่สุด (best/worst) ที่ระดับ 3.1 เท่า ถือว่าเป็นระดับที่เริ่มทยอยสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะ 12 เดือนได้ และ (4)เนื่องจากกลุ่มพลังงานและธนาคารรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่าตลาดใน SET การทยอยสะสมหุ้น ณ ระดับปัจจุบันสามารถลดความเสี่ยงด้วยการหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน ชะลอการลงทุนหรือหากรับความเสี่ยงได้มากหาจังหวะลงแรงซื้อ-รีบาวน์ขึ้นขายหาก SET ปิดต่ำกว่า 1520 จุดควรหยุดการเก็งกำไร
1)Top Daily Pick : KAMART (ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวใน 4Q57 และเติบโตต่อเนื่องอีกหลายไตรมาสจากแผนขยายตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ) AAV (ได้ประโยชน์จากปัจจัยฤดูกาลและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มปรับตัวลง)
2)Technical Pick : TRUE ADVANC INTUCH ITD SAWAD
3)Theme Play : สำหรับการลงทุน 3-6 เดือนขึ้นไป แนะนำทยอยสะสมหุ้นที่เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” และมี upside จากมูลค่าเหมาะสมระดับ 20% ขึ้นไป ได้แก่ GRAMMY THCOM SIM MFEC SYMC NBC CPALL CKINTUCH KAMART
Fundamental Talk
- ผลกระทบจากตลาดตราสารหนี้จีนอาจไม่รุนแรงแต่จะประมาทไม่ได้
•ความผันผวนในตลาดหุ้นเอเชียช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการปรับลดตามตลาดหุ้นจีนที่ลดลงกว่า 5.4% ในวันอังคาร (9 ธ.ค.) เป็นการปรับลดลงรุนแรงสุดในรอบ 5 ปี เป็นผลจากทางการจีนออกมาตรการชะลอความร้อนแรงในตลาดสินเชื่อระยะสั้น (REPO) ที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ (Bond) ทั้งของภาคเอกชนและรัฐบาลท้องถิ่น
•นโยบายใหม่ของทางการจีน กำหนดให้ใช้ตราสารหนี้ที่มี Credit rating AAA หรือออกโดยบริษัทที่มี Rating สูงกว่า AA มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมในตลาด REPOเท่านั้น ซึ่งสร้างความวิตกกังวลต่อสภาพคล่องการกู้ยืมในตลาดเงินในจีนและเกิดแรงเทขายในพันธบัตรที่ Rating ต่ำ แต่ล่าสุดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเอกชนพลิกตัวกลับลงมาหลังตลาดเริ่มคลายกังวลว่าจะไม่ใช่กลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย แต่เป็นหุ้นกู้ LGFV (local government financing vehicle) ซึ่งออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่เริ่มมามีปัญหาในช่วงที่ผ่านมาโดยพบว่ามีความเสี่ยงสูงจากการที่บางโครงการทำกำไรได้น้อยอาจไม่สามารถสร้างรายได้ให้คุ้มค่าต่อเงินลงทุนหรืออาจขาดทุนได้โดยเฉพาะหลังเศรษฐกิจชะลอตัวลงจึงไม่ใช่พันธบัตรชั้นดีเหมือนพันธบัตรรัฐบาลทั่วไปโดยตลาดLGFVมีมูลค่าสูงมาก ประมาณมูลค่ารวมทั้งหมดราว 2 พันล้านหยวน ในขณะที่หุ้นกู้เอกชนที่จะได้รับผลกระทบคาดการณ์ว่ามีมูลค่าแค่ไม่เกินราว 1พันล้านหยวนเท่านั้น
•เจตนาของรัฐบาลจีนจึงเหมือนกับลงโทษทั้งผู้ออกและผู้ลงทุนในตราสาร LGFVและพยายามจำกัดความเสี่ยงจากพันธบัตรเสี่ยงสูงนี้ไม่ให้ลุกลามกว้างขึ้นแลกกับความผันผวนและการชะลอตัวของสภาพคล่องการกู้ยืมในระยะสั้น ที่เชื่อว่าจะคลี่คลายลงและจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในจุดนี้เรามองว่านักลงทุนยังไม่ควรตายใจและคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบทางตรงจากตลาดเงินและเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยโดยการค้ากับจีนคิดเป็นราว 10% ของ GDP ไทย ส่วนผลกระทบในแง่กระแสเงินเรามองว่าก็มีโอกาสที่เงินสดจากแรงขายในหุ้นกู้เกรดต่ำ จะมาไหลเข้าตลาดทุนมากขึ้น โดยเริ่มเห็นการชะลอตัวการปรับลงของตลาดหุ้นจีนในวันก่อนหน้าแล้ว
•นอกจากประเด็นดังกล่าว ตลาดหุ้นโลกจะยังคงผันผวนจากความวิตกต่อการชะลอตัวเศรษฐกิจสำคัญทั้งจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เป็นปัจจัยผลักดันการค้าโลก ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนโยบายการเงินการคลังของประเทศดังกล่าว ดูเหมือนยังดำเนินแบบค่อยเป็นค่อยไป การปรับลดลงอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันดิบรวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลกในระยะนี้จึงเป็นสิ่งสะท้อนถึงความวิตกต่อปัจจัยดังกล่าว ที่คาดดำรงต่อเนื่องอีกสักระยะ
•กลยุทธ์การลงทุนเราแนะนำให้หาจังหวะทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะ 3-6 เดือนขึ้นไป เน้นไปที่หุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย และราคายังไม่แพง ที่น่าสนใจสุดจะอยู่ในกลุ่มที่เราให้คำแนะนำ “ซื้อ” และยังมี Upside จากมูลค่าเหมาะสมมากกว่า 20% ขึ้นไป ซึ่งได้แก่ GRAMMY THCOM SIM MFEC SYMC NBC CPALL CKINTUCH KAMARTสำหรับการลงทุนระยะสั้น แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มพลังงานกลุ่มเชื่อมโยงกับการส่งออก/สินค้าโภคภัณฑ์ (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกอาหารเดินเรือ)









