ประเด็นหลักจากโรดโชว์ในประเทศอังกฤษ
ประเด็นการลงทุน
เราได้พาผู้บริหารของ PTTGC คุณปฎิภาณ สุคนธมาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี ไปโรดโชว์ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งโดยรวมแล้ว นักลงทุนที่เราพบนั้นชื่นชอบปัจจัยพื้ฐานของ PTTGC ในเรื่องความแข็งแกร่งของส่วนต่างราคาโพลีเอทิลีน และศักยภาพในการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินโดนีเซีย แม้ราคาน้ำมันดิบจะอ่อนตัวลง แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ที่เราพบก็มีมุมมองเชิงบวกต่อบริษัท เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงจะชดเชยผลกระทบจากการขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (ครั้งเดียว) นอกจากนี้ นโยบายการปฏิรูปพลังงานไม่น่าที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ PTTGC อีกด้วย เนื่องจากราคา LPG ตลาดในปัจจุบันค่อนข้างใกล้เคียงกับราคา LPG ที่บริษัทซื้อ เราเชี่อว่านักลงทุนในต่างประเทศกำลังรอช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบทรงตัว
อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าประเด็นความกังวลต่อการขาดทุนสินค้าคงคลังและความได้เปรียบด้านต้นทุนที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อหุ้นในระยะสั้นได้ เราสรุปประเด็นสำคัญจากการโรดโชว์ได้ดังนี้
ประเด็นที่ 1: ผลกระทบของราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงต่อกำไรของ PTTGC
ราคาน้ำมันดิบที่ชะลอตัวลงจะส่งผลกระทบต่อ PTTGC 2 ส่วนดังนี้ 1) มีการขาดทุนสินค้าคงคลัง และ 2) ต้นทุนการดำเนินงานลดลง ซึ่งถ้าหากอ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบในปัจจุบันที่ 65 เหรียญต่อบาร์เรล บริษัทจะขาดทุนสินค้าคงคลังที่ประมาณ 5 พันล้านบาท แต่ในทางกลับกัน ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทจะลดลง (ต้นทุนเชื้อเพลิงในส่วนของการดำเนินงานโรงกลั่นลดลง อีกทั้งต้นทุนการผลิตของโรงงานปิโตรเคมีลดลง)
ประเด็นที่ 2: ผลกระทบจากนโยบายปฏิรูปพลังงาน
ผลกระทบสูงสุดที่ PTTGC จะได้รับ ถ้าหากไม่มีการควบคุมราคา LPG สำหรับกลุ่มปิโตรเคมีก็คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาลดลง 15% (อ้างอิงจากราคา LPG ตลาดที่ 900 เหรียญต่อตัน) แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ราคา LPG ตลาดได้ปรับตัวลดลงจาก 900 เหรียญต่อตันในช่วงต้นปี มาอยู่ที่ 580 เหรียญต่อตัน ซึ่งค่อนข้างจะใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของ PTTGC ดังนั้นกำไรของ PTTGC จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆถ้าหากรัฐบาลมีนโยบายลอยตัวราคา LPG สำหรับกลุ่มปิโตรเคมี
ประเด็นที่ 3: ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อความได้เปรียบด้านต้นทุนของ PTTGC ต่อผู้ผลิตแนฟทาหรือไม่?
หากราคาน้ำมันดิบดูไบลดลงต่ำกว่า 60 เหรียญซึ่งส่งผลให้ต้นทุนของผู้ผลิตที่ใช้แนฟทาเท่ากับต้นทุนอีเทน ของบริษัท จะส่งผลให้ความได้เปรียบด้านต้นทุนของ PTTGC หมดไป ทั้งนี้ การใช้อีเทนเป็นวัตถุดิบหลักจะยังคงให้ผลประโยชน์มากกว่าการใช้แนฟทา เนื่องด้วยอีเทนให้ผลผลิตเอทิลีนมากกว่า
ประเด็นที่ 4: อะไรจะเป็นปัจจัยหนุนโอกาสในการเติบโตระยะยาวของ PTTGC?
บริษัทกำลังศึกษาแผนการลงทุนขนาดใหญ่ 3 โครงการ ได้แก่ 1) แผนร่วมทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์กับเปอร์ตามิน่า, 2) การสร้างโรงก๊าซแครกเกอร์ในสหรัฐฯ และ 3) โครงการปิโตรเคมีปลายน้้าในเอเชีย









