SET มีโอกาสรีบาวน์ขึ้นไปทดสอบ 1585 จุด
SET View
- แนวโน้ม SET คาดว่ามีโอกาสรีบาวน์กลับขึ้นไปทดสอบ 1585 จุดมองกรอบเคลื่อนไหว1570 -1590 จุด ด้วยปัจจัยผสมผสาน(1) แรงซื้อกลับหลัง panic sell จากข่าวลือปฏิวัติซ้อนเกิดขึ้นช่วงปลายตลาดเมื่อวานนี้ โดยพอร์ตหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์เป็นฝ่ายขายสุทธิ 1.4 พันล้านบาท (2) ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงทำจุดต่ำสุดในรอบ 5 ปี บริเวณ US$65 ต่อบาร์เรล คงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและ (3) ในทางเทคนิค SET ปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันบริเวณ 1,585 จุดเป็นสัญญาณไม่ดี และมีโอกาสที่ SET จะลงทดสอบ 1560 จุดเว้นแต่สามารถกลับมาปิดเหนือบริเวณดังกล่าวได้ในสัปดาห์นี้
- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน เน้นถือครองเงินสด หรือเสี่ยงซื้อหาก SET ปรับลงบริเวณ 1570 จุดหรือต่ำกว่า เพื่อไปรอขายช่วงรีบาวน์
1)Top Daily Pick : ITD (การเพิ่มทุน PP ไปเมื่อเดือนก่อน ทำให้ฐานทุนเพิ่มเพื่อรองรับการขยายงานใหม่ทั้งโครงการทวายและโครงการอื่นๆในต่างประเทศที่จะสนับสนุนการเติบโตระยะยาว)WORK (เรตติ้งมีแนวโน้มดีขึ้นเพิ่มโอกาสปรับขึ้นค่าโฆษณา ขณะที่การดึงรายการช่อง 5 และ 9 มาออกใน WORKPOINT TV ส่งผลให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้น)
2)Technical Pick : ABC BMCL VGI SPALI LPN
3)Theme Play : หุ้นกลุ่มนำตลาดที่ปรับลงแรงเมื่อวานหรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อาทิกลุ่มรับเหมาฯ (ITDUNIQ) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH SIM)กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย (SPALI) กลุ่มท่องเที่ยว/ขนส่ง/โรงแรม/โรงพยาบาล (AOT ERW MINT BGH) กลุ่มทีวีดิจิทัล (RS WORKNBC GRAMMY)
Fundamental Talk
- กลุ่มสายการบินจะได้อานิสงค์จากราคาน้ำมันดิบทิศทางขาลง
•ราคาน้ำมันดิบ Brent ทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ US$70 ต่อบาร์เรลหลัง OPEC ไม่มีการปรับลดกำลังการผลิตโดยปรับตัวลงราว 40% ต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์ที่ชัดเจนก็คือกลุ่มสายการบินซึ่งต้นทุนในการทำธุรกิจกว่า 30-40% เป็นต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามปกติแล้วธุรกิจการบินจะป้องกันความเสี่ยงบางส่วนเพื่อลดความผันผวนของราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันปรับลงเป็นทิศทางที่ต่อเนื่องเกิน 2-3 เดือน จะส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสายการบินต่ำลงอย่างมีนัยอีกทั้งเป็นธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงทำให้ได้ประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนลงเทียบค่าเงินสหรัฐเพราะทำให้บริษัทสายการบินในไทยสามารถซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่กำหนดราคาในหน่วยดอลลาร์ได้ถูกลงและประหยัดค่าใช้จ่ายจำพวกค่าเช่าเครื่องบิน ค่าซ่อมบำรุงและอะไหล่จากบริษัทคู่ค้าที่จ่ายเป็นในรูปดอลลาร์สหรัฐอีกด้วยนอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกเรื่องฤดูกาลท่องเที่ยวช่วง 4Q57 ถึง 1Q58 และการที่รัฐบาลประกาศเพิ่มวันหยุดยาวช่วงปีใหม่(31ธ.ค.-5ม.ค.)เป็นอีกปัจจัยกระตุ้นการเดินทางในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอีกด้วยโดยเรามองว่า THAI และ NOKมีความน่าสนใจสุดจากการที่ซื้อขายด้วยมูลค่าตลาดต่อยอดขาย (P/Sales) ต่ำสุดในกลุ่มสายการบิน
•NOK (Consensus PO 17.6 บาท)สายการบินต้นทุนต่ำได้ประโยชน์จากราคาเชื้อเพลิงมากที่สุดเพราะป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นแค่บางส่วนตามจำนวนตั๋วที่ขายล่วงหน้า โดย NOK มีความน่าสนใจมากกว่าเมื่อเทียบกับ AAV ที่แม้หันมารุกขยายเส้นทางบินระยะไกลเหมือนกันแต่ NOK ทำธุรกิจโดยการจับมือกับสกู้ตโดยตรงผิดกับ AirAsia-Xที่ลงทุนโดยบริษัทแม่อีกทั้ง NOK มี Valuation ถูกกว่าจากอัตราส่วน Market Cap. ต่อยอดขายต่ำกว่าและมี Upside จากราคา Consensus สูงกว่า
•THAI(Consensus PO 14.3 บาท) ตลาดให้ Valuation แก่ THAI ต่ำมากจากผลการดำเนินงานในอดีตที่ไม่สดใสเรามองว่านอกจาก THAI จะได้ประโยชน์ราคาน้ำมันแล้วยังมี Upside หากการปฏิรูปองค์กรเพื่อลดต้นทุน(ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของบริษัท)สามารถทำได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำกำไรระยะยาวของธุรกิจสายการบินยังคงถูกกดดันจากภาวะการแข่งขันรุนแรงและความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิง หากพ้นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไปแล้ว(ตั้งแต่ 2Q58) เรามองว่าราคาตั๋วมีความที่เสี่ยงที่จะปรับลงตามต้นทุนเชื้อเพลิงและการแข่งขัน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารจะลดลงจากฤดูกาลต่ำตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์ ทำให้หุ้นธุรกิจสายการบินเหมาะแก่การซื้อเก็งกำไรระยะสั้นเท่านั้น









