วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงไทย บ้านหลังที่สอง งาน HR'วรภัค ธันยาวงษ์'

สองปีแห่งการเปลี่ยนผ่านถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครใส่ชุดดำประท้วง

งานได้ผล คนเป็นสุข ก็คือเป้าหมายที่สรุปเป็นภาษาไทยง่ายๆ ฟังแล้วเข้าใจในทันที ของ"วรภัค ธันยาวงษ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย

ซึ่งเป็นการขยายความจากการที่กรุงไทยจะมุ่งเป็น Performance Driven Culture หรือ องค์กรที่เน้นวัฒนธรรมการสร้างผลงาน และการเป็น The Best Place to Work องค์กรที่เป็นบ้านหลังที่สองของพนักงาน เป็นองค์กรในดวงใจ ที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย

เขาบอกว่า กรุงไทยนั้นเปรียบเสมือนแก้วน้ำใบใหญ่ ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากมายที่จะเติมน้ำลงไปให้เต็มแก้ว

"เรื่องที่เป็นคีย์หลัก คือ คน ถ้าคนของเราเก่ง คนเราแข็งแกร่ง และมีความผูกพันกับองค์กรแล้ว เราจะไม่กลัวใคร"

เพื่อทำให้เป้าหมายงานได้ผล คนเป็นสุข เรียกได้ว่าแทบจะทันทีที่รับตำแหน่งเบอร์หนึ่งของกรุงไทย วรภัค ได้ประกาศให้พนักงานกว่า 2 หมื่นชีวิตรับรู้ว่า กรุงไทยจะไปไกลถึงดวงจันทร์ (Mission To The Moon) ซึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่นี้จะถูกขับเคลื่อนภายใต้โครงการที่ชื่อ "KTB Transformation"

วรภัคบอกว่า ดวงจันทร์ในที่นี้นั้น หมายถึง การสร้างกำไรให้เติบโต 3 เท่าภายในปี 2559 และสามารถครองจะเป็นแบงก์อันดับหนึ่งของประเทศไทย แน่นอนภารกิจนี้จำเป็นต้องทำการปรับปรุง ขันน็อตกระบวนการทำงานในสายงานที่ถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่เช่น ลูกค้ารายย่อย และลูกค้าเอสเอ็มอี รวมถึงต้องมุ่งพัฒนาความสามารถศักยภาพของคน เพื่อทำให้เกิดคำว่าประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ประเด็นสำคัญก็คือ ได้ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลตัวเลขมาวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อนำผลลัพธ์มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ

ในเวลาเดียวกัน ยังได้ปรับวิสัยทัศน์ใหม่ จากเดิม "ธนาคารแสนสะดวก" หรือ "The Convenience Bank" มาเป็น "กรุงไทย ก้าวไกล ไปกับคุณ" หรือ "GROWING TOGETHER"

วิสัยทัศน์ใหม่นี้ มีความหมายดีๆ ว่า คุณคนแรกก็คือ พนักงาน หมายถึง กรุงไทยจะให้ความสำคัญในการดูแลและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน สร้างความผูกพันและทำให้ทุกคนหันมาร่วมกันทำให้กรุงไทยกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ส่วนคุณคนที่สองก็คือ ลูกค้า

"เราไม่ใช่เซลล์ขายของ หน้าที่ของเราคือการช่วยลูกค้า ทำให้เขาเติบโตขึ้น มั่งคั่งขึ้น มั่นคงขึ้น ซึ่งถือเป็นการช่วยประเทศชาติ สังคมไทยให้เติบโตแข็งแรงยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยให้ประเทศชาติ ลูกค้าของเรามั่นคง มั่งคั่ง และเติบโตได้ ธนาคารของเราเองก็จะเติบโตตามในที่สุด"

ส่วนค่านิยม FIRST ขององค์กร วรภัคบอกว่ายังใช้ได้และให้คงอยู่เหมือนเดิม แต่จะให้น้ำหนักกับเรื่องของคนให้มากขึ้น ประกอบด้วย F-คือ Firm ซึ่งมีอยู่ 3 เรื่องคือ การจะมีความมั่นคงจากการบริหารความเสี่ยง (Firm from Risk Management) การมีบรรษัทภิบาล (Firm from Corporate Governance) และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน (Firm from Sustainable Growth) ส่วน I-Innovative คือความสร้างสรรค์ด้านความคิด ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกระบวนการทำงาน R-Responsible พนักงานทุกคนทุกระดับมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย S-Service บริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด และ T-Teamwork มีการทํางานเป็นทีม

สำหรับภารกิจจะไปดวงจันทร์นั้นกำลังจะสิ้นสุดลง วรภัคยอมรับว่า ในช่วงแรกๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะก้าวไปได้ถึงจริงหรือเปล่า แต่ก็เชื่อว่าแม้จะไปไม่ถึงดวงจันทร์ก็จะถึงดวงดาวดวงหนึ่งอย่างแน่นอน และเมื่อดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาสองปี ที่สุดการเดินทางไปดวงจันทร์ของชาวกรุงไทยทุกคนก็ประสบผล

แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายดาย เขาบอกว่าเคล็ดลับอยู่ที่การต้องเน้นย้ำ ไม่เพียงแค่สื่อสารหรือแค่แปะโปสเตอร์เชิญชวนพนักงานให้มาเป็นแนวร่วมไว้บนข้างฝา

"มันเหมือนการเทน้ำในกระบอกถ้าวางไว้แป็บนึงน้ำก็แห้ง เราต้องอาศัยการเน้นย้ำๆ และผู้นำจะต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทั้งยังต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี ไม่ใช่เกิดความเครียดทำให้ทุกคนกลัว แต่บรรยากาศที่เฟรนลี่เกินไป งานก็ไม่เดิน เล่นกันเกินไปก็ไม่ได้ ต้องสร้างความสมดุล"

อย่างไรก็ดี มีสำนวนตีเหล็กต้องตีตอนร้อนๆ วรภัค วางแผนยุทธศาสตร์สานต่อด้วยเฟสที่สอง เป็นโครงการชื่อ " TriSummit" หรือ ยอดเขาสามลูกที่จะช่วยสร้างความรู้สึก "พอเอื้อมถึง" ได้มากยิ่งขึ้น

วรภัค อธิบายว่า เขายอดแรก หมายถึง การปรับปรุงเปลี่ยนผ่านสายงานที่เป็นรากฐานของบริษัท ซึ่งหมายรวมงาน HR เขายอดที่สอง จะเป็นการปิดแก็บกับคู่เทียบ ในหลายแอเรีย เช่น การดูแลให้การบริการลูกค้า ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ฯลฯ และเขายอดที่สาม ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากถึงมากที่สุด ก็คิอ การทำให้กรุงไทยเป็น The Best Place to Work กลายเป็นบ้านหลังที่สองของพนักงานอย่างแท้จริงภายในปี 2562

หัวหน้างาน เท่านั้น ที่จะช่วยผลักดันทำให้ภารกิจนี้เป็นไปได้

"คนเป็นหัวหน้าต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้องทำงานอย่างมีคุณค่า ไม่ใช่เขารู้สึกมาทำงานก่ออิฐ โบกปูน ไม่ใช่การสร้างกำแพง แต่ต้องทำให้งานของเขาคืองานสร้างพระราชวัง"

และในทุกขั้นตอนการปฏิบัติ ทุกหลักไมล์ ได้มีการกำหนด KPI โดยความรับผิดชอบที่ลงลึกไปถึงรายบุคคลอย่างชัดเจน ทั้งยังกำหนดระบบประเมินตัวชี้วัดที่ชัด ทั้งกระบวนการปฏิบัติ ทั้งผลลัพธ์ ซึ่งในแง่ของการบริหารคนแล้ว จะช่วยทำให้รู้ได้ว่าพนักงานคนไหนที่เป็นพระเอก นางเอก รู้ว่าใครที่สร้างผลงานตัวจริง

เป็นความพยายามทำให้ทุกเรื่องเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เป็นไสยศาสตร์น้อยลง วรภัคกล่าว

"แต่คนที่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนผ่านและระบบใหม่ต้องมีอย่างแน่นอน ใครที่เคยทำเช้าชามเย็นชาม จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกกระทบเพราะการมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และเขาต้องปรับตัว ส่วนคนที่เคยทำงานดีแล้วท้อเพราะไม่มีใครมองเห็น ก็จะรู้สึกกระตือรือร้นขึ้น เพราะทำแล้วต้องมีคนเห็น"

เพราะในการเปลี่ยนผ่านแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่สร้างผลดีทั้งต่อตัวพนักงาน และต่อองค์กร ถ้าพูดถึงในแง่พนักงาน เมื่อระบบงาน HR มีความชัดเจน ยุติธรรมมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบประเมิน เรื่องผลตอบแทนและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะช่วยทำให้ชีวิตการทำงานนั้นง่ายขึ้น มีความสุขและสนุกยิ่งขึ้น

ถามว่า ความท้าทายใยการเป็นผู้นำองค์กรขนาดใหญ่และเก๋าอย่างกรุงไทยคืออะไร คำตอบก็คือ แตกต่างกันไปตามห้วงเวลา ในระยะแรกจะเป็นเรื่่องการทำความเข้าใจในองค์กร พนักงานและกระบวนการทำงานว่าเป็นอย่างไร

"ความท้าทายหลักๆ ของผมเป็นเรื่องการเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน และการปรับวิสัยทัศน์เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ซึ่งการปรับวิสัยทัศน์นั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องทำให้ทุกอย่างเป็นเส้นตรงไปยังวิสัยทัศน์เดียวกัน ที่ยากที่สุดสำหรับผมก็คือ ทำอย่างไรถึงจะสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเขาร่วมทำด้วยใจ เป็นเรื่องของภาวะผู้นำ"

เขาบอกว่า สองปีแห่งการเปลี่ยนผ่านซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของกรุงไทยเลยทีเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขารู้สึกแฮบปี้ เพราะดีกว่าที่คิด ในแง่ของความร่วมมือ ในแง่ของสปีดที่เกิดขึ้น

อย่างน้อย ก็ไม่มีใครใส่ชุดดำประท้วง