วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุณหมอบิวตี้บนลู่วิ่งมาราธอน สุวิน ไกรภูเบศ

ถ้าทำอะไรก้ำ ๆกึ่ง ๆ ก็เสี่ยง ความเสี่ยงที่สุด คือความไม่เสี่ยง ถ้าเราไม่เสี่ยงถือว่ามันเสี่ยง

การทำธุรกิจไม่ใช่การวิ่งแข่ง "ร้อยเมตร" แต่เป็นการวิ่ง "มาราธอน" นี่คือมุมคิด "นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY)

บทพิสูจน์ก็คือ ระยะเวลากว่า 15 ปี ในการขับเคลื่อนกิจการร้านขายเครื่องสำอางเล็กๆ กระทั่งเติบใหญ่จนกลายเป็นบริษัทมหาชน และปัจจุบันยังสามารถขยายอาณาเขตไปไกลถึงประเทศกลุ่มอาเซียนอย่างเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ที่เหลือเชื่อก็คือ ขั้นตอนดำเนินการเป็นไปตามแบบฉบับของแพทย์

คุณหมอสุวินอธิบายว่า การรักษาคนไข้ในแต่ละครั้งต้องมีการซักประวัติและวินิจฉัยเพื่อให้เมคชัวร์ ส่วนในเชิงธุรกิจนั้นก็คือ การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำมาวิเคราะห์หาโอกาสและอุปสรรคอย่างถ่องแท้ จากนั้นจึงค่อยตั้งต้น หรือลงมือปฏิบัติ

เพราะก่อนเริ่มต้นเปิดร้านขายเครื่องสำอางร้านแรก และแม้ไม่ใช่ร้านที่ใหญ่โตแต่มีบริเวณเพียง 9 ตารางเมตรย่านสยามแสควร์ แต่คุณหมอสุวินได้ใช้เวลานานนับเดือนท่องตลาดสำรวจพฤติกรรมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเครื่องสำอางทั้งตลาดบน-กลาง-ล่าง เพื่อกรองทิ้งข้อเสียเหลือแต่ข้อดีนำมาใช้สร้างความโดดเด่นให้กับธุรกิจของตัวเอง

ถึงไม่ใช่นักการตลาดมือฉมัง ที่สุดก็เดินสู่เส้นชัยได้เช่นเดียวกัน

ข้อหนึ่งที่ถือว่าเป็นอุปนิสัยที่ใช้สร้างความสำเร็จก็คือ มีการ "โฟกัส" ในสิ่งที่ทำ เมื่อคิดจะเปิดร้านขายเครื่องสำอางเขาก็สลัดเสื้อกราวน์ และตัดทิ้งงานทุกๆอย่าง

"ถามว่าเป็นความเสี่ยงหรือไม่หากไม่ทำงานอื่นคู่ขนานกันไป ผมมองว่าใช่ ถือว่าเสี่ยง แต่ถ้าเราทำอะไรก้ำๆ กึ่งๆ มันก็เสี่ยงเหมือนกัน ความเสี่ยงที่สุด คือความไม่เสี่ยง ถ้าเราไม่เสี่ยงถือว่ามันเสี่ยง เพราะการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย"

อย่างไรก็ดี การทำธุรกิจด้วยจิตวิญญานของความเป็นหมอก็อันตรายเช่นกัน คุณหมอสุวินบอกว่า ตามประสาหมอแล้วจะเป็นคนที่รู้มาก คิดมาก และคิดหลายด้าน เมื่อเป็นเช่นนี้ธุรกิจยังไม่ทันเริ่มต้นก็อาจจะ "ฝ่อ" ไปเสียก่อน แต่โชคดีที่เขาได้ความคิดของภรรยาคู่คิดมาช่วยถ่วงดุล

"ผมเองชอบคิดนั่น คิดนี่อยู่เรื่อย กลางวันคิดว่าเรื่องนี้ดี มันก็เหมือนดอกไม้กำลังแย้มบาน แต่กลางคืนพอนอนคิดถึงข้อเสียและเห็นเต็มไปหมด ดอกไม้ที่บานมันก็ค่อยๆ เหี่ยวเฉาลง ทำให้ต้องคิดถึงดอกไม้ดอกใหม่อยู่เสมอ ขณะที่แฟนผมจะบอกว่าให้ทำเลย ถ้าคิดมากไปจะไปต่อไม่ได้"

อีกหนึ่งอุปนิสัยแห่งความสำเร็จของคุณหมอสุวิน ก็คือ การเป็นนักอ่านตัวยง เขาติดตามข้อมูลข่าวสารและอ่านหนังสือหลายประเภท และทำให้เขานำธุรกิจฝ่าฟันธุรกิจพ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดเริ่มต้นธุรกิจเครื่องสำอางของคุณหมอท่านนี้ อยู่ระหว่างปี 2540-2541 ถ้าหากจำกันได้เป็นปีที่ประเทศไทยจุดชนวนวิกฤติเศรษฐกิจ หรือ วิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งถือว่าหนักหน่วงแต่เพราะได้ติดตามข่าวสาร และใช้ขั้นตอนของการสำรวจ วิเคราะห์จนมั่นใจทำให้เขาเดินหน้าทำธุรกิจโดยไม่เกรงกลัว และจากนั้นมาบนเส้นทางที่เดินก็ต้องเผชิญกับมรสุมลูกเล่าลูกเล่า แต่เขาก็นำพาธุรกิจให้อยู่รอด มิหนำซ้ำทำให้เติบใหญ่ได้อย่างก้าวกระโดด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการทำธุรกิจอยู่ตรงไหน?

คุณหมอบอกว่าคงอยู่ในช่วงปี 2549 สืบเนื่องจากกระแสละครซีรีส์เกาหลี ทำให้ลูกค้าคนไทยให้ความสนใจสินค้าเครื่องสำอางแบรนด์เกาหลีด้วยเช่นกัน เหนืออื่นใด ยอดขายของ "คอสเมดา" ซึ่งเป็นชื่อร้านเครื่องสำอางของคุณหมอในช่วงเวลานั้นก็เริ่มทรงๆ และทรุดๆ สลับกันไปมา

"ช่วงแรก ผมไม่ได้เดินทางไปไหนเลย ทำงานขลุกอยู่หน้าร้านทุกวัน แต่เมื่อเห็นตลาดเริ่มมีความเปลี่ยนแปลง และผมก็เริ่มเดินทางไปดูตลาดที่ต่างประเทศ เช่น เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นว่าเขาสามารถสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จและขยายตัวได้รวดเร็ว ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ก็สงสัยว่าทำไมเขาทำได้ ซึ่งคำตอบเป็นเพราะเขามีแบรนด์คอนเซ็ปต์ที่ชัดเจน"

แบรนด์บิวตี้ บุฟเฟต์ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แปลกและโดดเด่นไม่ซ้ำใครอีกเช่นเคย เพราะเป็นการดัดแปลงข้ามไปนำเอากลยุทธ์ของธุรกิจอาหารมาใช้

"หนังสือเขียนโดยฝรั่ง บอกไว้ว่า เวลาที่คิดเราอย่าคิดอยู่ในกรอบธุรกิจที่ทำอยู่อย่างเดียว ต้องคิดนอกกรอบ ผมเลยคิดว่า ทำไมเราไม่ทำร้านเครื่องสำอางให้มีบรรยากาศเหมือนกับร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ที่เสิร์ฟความหลากหลายของอาหาร พร้อมกับความสนุกเป็นออลอินวัน"

ถามว่าทำไมต้องร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ เป็นธุรกิจอื่นได้หรือไม่ คำตอบก็คือ สินค้าที่ใส่ลงไปในปากเพื่อรับประทานกับสินค้าที่ใช่แต่งแต้มบนใบหน้า จะให้ความรู้สึกที่คล้ายๆกัน เกี่ยวกับเรื่องของความสวยงาม ความปลอดภัย การมีสินค้าให้เลือกจำนวนมาก

"ตอนที่เปิดร้านแรกมีคนเข้าใจว่าเป็นร้านมาจากเกาหลีด้วยซ้ำไป แต่ผมอาศัยไปขลุกอยู่ที่ร้านเพื่อคอยฟังเสียงลูกค้า ฟังลูกน้อง และไม่หยุดการเดินสายเข้าร้านอาหาร เข้าซูเปอร์มาเก็ตเพื่อไปแสวงหาไอเดียมาปรับใช้อยู่เสมอ ตัวผมเองเป็นคนขี้เบื่อ ชอบอะไรที่แปลกๆ ใหม่ๆ ข้อสำคัญเพราะธุรกิจของเราเป็นแฟชั่น หากเราเป็นคนนิ่งๆ คงทำไม่ได้"

เมื่อธุรกิจไปได้ถูกทาง และเริ่มมีสาขาจำนวนที่มากขึ้น ในปี 2555 บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้จึงมีคำว่ามหาชนห้อยท้าย พร้อมปรัชญา 3 ข้อ ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ มีพลวัตหรือพลัง และความยั่งยืน

ทั้งนี้เนื่องมาจากคุณหมอคิดว่า ธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งระบบเพื่อการบริหารจัดการทั้งคน เพราะในวันนี้พนักงานเพิ่มจำนวนจากไม่กี่คนเป็นหลักพัน และงาน ซึ่งปัจจุบันได้ขยายสาขาเป็นตัวเลขที่เฉียด 200 แห่งเข้าไปทุกที สำหรับเงินจากการระดมทุน ได้ถูกนำมาใช้ขยายสาขา สร้างแวร์เฮ้าส์ใหม่ ศูนย์เทรนนิ่งเซ็นเตอร์ใหม่ สร้างโครงสร้างระบบไอทีใหม่

" สุดท้ายแล้วบริษัทต้องยั่งยืน และการเป็นบริษัทในตลาดฯ ทำให้เราคิดแบบเถ้าแก่ไม่ได้ ต้องคิดให้กว้างขึ้น เดิมเรากับลูกน้องนั่งเรือพายช่วยกันดูหัวดูท้ายก็เห็นทั้งลำ แต่พอเรือใหญ่ขึ้นเราคงยืนอยู่จุดเดียวไม่ได้ จะมองอะไรไม่เห็น และต้องขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าเรือเพื่อมองให้เห็นทั้งลำ และที่จะทำให้เรามั่นใจ ก็คือระบบ และการได้คนดีที่มีฝีมือมาช่วยทำงาน"

ความยั่งยืนยังต้องอาศัยการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรที่ดีอีกด้วย สำหรับค่านิยมขององค์กรแห่งนี้ชื่อ BEAUTY มีความหมายว่า

B- Beyond customer’s Expectation ให้บริการเหนือความคาดหวังของลูกค้า E -Endless Creativity มีความคิดสร้างสรรค์ไม่มีที่สิ้นสุด A- Accountability มีความรับผิดชอบต่องานที่ทำ ต่อตนเองและต่อผู้อื่น U- Undertake 100 % result ต้องยืนยันรับประกันผลงาน 100 % มุ่งที่งานทำให้สำเร็จT-Trustworthy Teamwork มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้ ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และ Y- Young lifestyle มีความทันสมัย ไม่ตกยุค