"แคท"ลงนามเอ็มโอยู"ดีแทค"วันนี้ เสนอโมเดลธุรกิจร่วม 3 แนวทาง "ร่วมทุน-แปลงสินทรัพย์เป็นหุ้น-
รวบเสาสถานีฐานเข้ากองทุน" ชูพันธมิตรระยะยาวหลังจบสัมปทาน เล็งยุติข้อพิพาทกว่า 20 คดี วางเป้าปี58 โกยรายได้ 5.2หมื่นล้าน โฟกัส 3 ธุรกิจหลัก
พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่าการลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ในวันนี้ (1 ธ.ค.) เป็นบันทึกข้อตกลงที่จะร่วมเป็นพันธมิตรระยะยาว โดยแคทและดีแทคได้หารือเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องแต่เพิ่งได้ข้อสรุปร่วมกัน อย่างไรก็ตามขณะนี้แคทยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเอ็มโอยูได้ว่าจะดำเนินการอะไรร่วมกันบ้าง เพราะอยู่ระหว่างจัดทำร่างแนวทาง คาดว่าจะชัดเจนในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ การลงนามเอ็มโอยูจะมีการใช้ทรัพย์สินโทรคมนาคมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตามสัญญาสัมปทานที่ดีแทคมีกับแคทจะสิ้นสุดลงในปี 2561 และดีแทคจะต้องส่งมอบเสาโทรคมนาคมให้ตามสัญญาบีทีโอจำนวน 13,500 สถานี ดังนั้นในการลงนามอาจให้บริษัทดีแทค ไตรเน็ต เนคเวอร์ค จำกัด (ดีทีเอ็น) มาเช่าใช้เสาในสัมปทานต่อไปหลังจากดีแทคหมดสัมปทาน ลดการลงทุนซ้ำซ้อนและสร้างรายได้จากค่าเช่าให้แคทระยะยาว
เล็งยุติคดีศาลปกครอง
นอกจากนี้ยังแสดงถึงความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรร่วมกันระยะยาว เมื่อตกลงปัญหาด้านการส่งมอบเสาโทรคมนาคม และมีการเช่าใช้เสาต่อในอนาคตนั้น แคทจะเจรจากับดีแทคเพื่อยุติข้อพิพาทที่มีอยู่ในศาลปกครอง และในชั้นของอนุญาโตตุลาการออกจากสาระบบ ที่มีอยู่กว่า 15-20 คดี เพราะส่วนใหญ่ข้อพิพาทระหว่างแคทและดีแทคเกิดจากการใช้เสาและสถานีฐาน อุปกรณ์โทรคมนาคมทั้งหมดภายใต้สัมปทาน
"เราต้องการมองหาพันธมิตรในระยะยาว การลงนามเป็นกรอบกว้างๆไปก่อนว่ามีแผนใช้ทรัพยากรโทรคมนาคมร่วมกันให้เกิดประโยชน์และสร้างรายได้ใหม่ให้ในอนาคต เรื่องการถอนคดีพิพาทหากตกลงกันได้ ไม่ใช่การสมยอม เพียงแต่คดีที่ค้างๆอยู่ก็เป็นการส่งมอบเสาและการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ ดังนั้นหากรายละเอียดที่จะคุยกันต่อภายหลังลงตัวก็ได้ข้อสรุปที่ดีร่วมกัน"
ชู3โมเดลร่วมธุรกิจดีแทค
พ.อ.สรรพชัย กล่าวเพิ่มเติมว่าการหารายได้ร่วมกับพันธมิตรและการเซ็นเอ็มโอยูกับดีแทคในเบื้องต้นมีโมเดลธุรกิจ 3 แนวทางที่จะต้องเจรจาหาความชัดเจนให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้คือ 1.การร่วมทุน 2.การแปลงสินทรัพย์ที่ดีแทคส่งมอบให้เป็นทุนหรือเป็นหุ้นให้แคทเข้าไปถือในดีแทค และ3. นำเสาโทรคมนาคมและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องภายหลังจากหมดสัมปทานแล้วเข้ากองทุนเพื่อระดมเงิน คล้ายกับกองทุนทรูจีไอเอฟของกลุ่มทรูฯ
ก่อนหน้านี้นายซิคเว่ เบรคเก้ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่าการเป็นพันธมิตรร่วมกับแคท จะช่วยให้ดีแทคสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถพัฒนาบริการไปสู่ลูกค้าปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่การเป็นพันธมิตรกับแคทครั้งนี้สอดคล้องกับข้อเสนอ "ดิจิทัล อีโคโนมี" ที่ดีแทคเตรียมนำเสนอกับรัฐบาล ส่วนที่เป็นเรื่องของ "อินฟราสตรัคเจอร์แชร์ริ่ง" โดยนำสินทรัพย์โทรคมทั้งของรัฐและเอกชนมารวมกัน จัดทำเป็นทาวเวอร์โค ให้เอกชนเช่าใช้หรือให้รัฐและเอกชนร่วมทุนกัน เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนและเกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน
ปี58โฟกัส3ธุรกิจหลัก
พ.อ.สรรพชัย กล่าวต่อว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตร เพราะแคทต้องการปรับองค์กรไปสู่การมีธุรกิจใหม่เมื่อสิ้นสัมปทานกับดีแทค และเป็นไปตามแผนของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่สั่งให้ลดรายจ่ายอย่างน้อย 10% โดยในปี2558 จะโฟกัสใน 3 ธุรกิจหลักคือ 1.เน้นทำตลาดโทรศัพท์มือถือ "มาย" ตั้งเป้าลูกค้า 1 ล้านรายจากปัจจุบัน 6 แสนราย และสรุปเรื่องการมี "เอ็มวีเอ็นโอ" เพิ่มขึ้นอีก 3-4 รายจากปัจจุบันที่ขายส่งคาปาซิตี้ให้กับเรียลมูฟ ของกลุ่มทรูฯและ 365 คอมมูนิเคชั่น
2.กลุ่มธุรกิจบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตและไฟเบอร์ออพติก (เอฟทีทีเอ็กซ์) ซึ่งจะรีแบรนด์ธุรกิจนี้ ขยายโครงข่ายเข้าถึงเอสเอ็มอี-โซโฮ และ 3. กลุ่มธุรกิจไอทีคลาวด์-ไอดีซี หลังจากเปิดตัว "ไอริชคลาวด์" ซึ่งได้ผลตอบรับดีมากคาดว่าปีหน้าจะทำรายได้กว่า 800 ล้านบาท เล็งขยายกลุ่มลูกค้าดิจิทัลคอนเทนท์ ชูจุดแข็งดาต้าเซ็นเตอร์
ปี2558 แคทตั้งเป้าหมายรายได้ 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจไร้สายจากการขายส่งคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ราว 26,000 ล้านบาท ธุรกิจโทรศัพท์มือถือจากมาย 3,300 ล้านบาท ดาต้าคอม สื่อสารข้อมูล และอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 7,500 ล้านบาท ธุรกิจไอที ไอดีซี คลาวด์ 850 ล้านบาท และรายได้จากสัมปทาน 12,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดมีรายได้ไม่รวมสัมปทาน 40,000 ล้านบาท กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีกำไรแล้ว 931 ล้านบาท







