วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Market Focus

SET จะแกว่งตัวแถว 1590 จุด

SET View

- แนวโน้ม SET จะแกว่งตัวกรอบแคบ1585-1595จุด สร้างฐานเพื่อเตรียมขึ้นทดสอบ 1600 จุดในระยะต่อไป(1) นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิต่อเนื่องสองวันกว่า 4.3 พันล้านบาท ยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อเม็ดเงิน LTF ที่รอเข้าตลาดในช่วงที่เหลือของปี(2) ควันหลงจากจีนและยุโรปออกมาตรการการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อคาดการณ์เชิงบวกต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจและเงินไหลเข้าในภูมิภาค (3) ราคาน้ำมันดิบ Brentเริ่มทรงตัวแถวUS$78 ต่อบาร์เรล จากคาดการณ์เชิงบวกต่อผลการประชุม OPECวันที่ 27 พ.ย. และจะทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานเริ่มผันผวนไร้ทิศทางและ (4) ทางเทคนิค สามารถปิดเหนือdowntrend lineบริเวณ 1580 จุดเมื่อวาน เป็นสัญญาณขึ้นระยะสั้นมีเป้าหมายถัดไปบริเวณ 1600 จุด

- กลยุทธ์การลงทุน ระยะ 1-2 วัน หาจังหวะลงทุนระยะสั้น หรือซื้อเมื่ออ่อนตัว เพื่อไปรอขายช่วงที่ SET รีบาวน์ไปแถว 1600 จุด +/-หรือเริ่มขายหุ้นบางส่วนที่ขึ้นมาแรง

1)Top Daily Pick : GFPT (คาดผลประกอบการ 4Q57 จะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบในสต๊อกที่ปรับตัวลง และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 58 จากความต้องการในตลาดส่งอออกที่ยังคงเพิ่มสูงโดยเฉพาะจากญี่ปุ่น)LPN (คาดผลประกอบการ 4Q57 จะเป็นระดับสูงสุดของปีจากงานในมือรอรับรู้รายได้ราว 4 พันล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการปี 58 มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากงานในมือรอรับรู้รายได้กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท รวม 90% ของประมาณการทั้งปี

2)Technical Pick : DEMCO JAS INTUCH STEC BCP

3)Theme Play : กลุ่มรับเหมาฯ (CK ITD SEAFCO STEC) ได้ประโยชน์จากงานประมูลโครงการโครงสร้างฟื้นฐานที่จะมีความคืบหน้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ หุ้นกลุ่มนำตลาดที่คาดผลประกอบการ 4Q57 เติบโตต่อเนื่องหรือมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทั้งกลุ่มสื่อสาร (ADVANC INTUCH JAS THCOM SIM SAMART) พัฒนาที่อยู่อาศัย (LH SPALI AP PS)และธนาคารขนาดใหญ่ (KBANK TMB SCB KTB)

กลุ่มรับเหมาคาดจะ Outperform ตลาดถึงต้นปีหน้า

•แผนโครงการโครงสร้างพื้นฐานภายใต้วงเงินราว 2 ล้านล้านบาทจะมีโครงการที่จะประมูลในปี 58 มูลค่าราว 3.6 แสนล้านบาท โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆจะเป็นสัดส่วนมากสุดคือราว 2.5 แสนล้านบาท (70% ของงบทั้งปี)ขณะที่งบโครงการรถไฟรางคู่จะน้อยกว่าคิดเป็นราว 7.4หมื่นล้านบาท (20%)

•ข่าวล่าสุดเริ่มเห็นแผนที่ชัดเจนมากขึ้นที่รัฐบาลจะใช้วิธีร่วมลงทุนรถไฟรางคู่กับจีนในลักษณะที่ไทยจะลงทุนน้อยกว่า(80:20 หรือใกล้เคียง)ส่วนรูปแบบยังไม่ชัดเจนอยู่ระหว่างการตัดสินใจของรมต.กระทรวงคมนาคมและจะมีการพิจารณาสัญญา MOU กับจีนวันนี้ (25 พ.ย.)นอกจากนี้ยังมีแผนรถไฟรางคู่สายใหม่ที่เชื่อมตะวันออกตะวันตก (ตาก-มุกดาหาร)ที่ทางรัฐบาลจะเดินทางไปเจรจากับญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจจะลงทุนในเดือน ธ.ค. นี้

•เรามองว่าแผนรถไฟรางคู่ทั้งจากการร่วมทุนกับจีนและญี่ปุ่นจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศช่วยเร่งการลงทุนในประเทศ สำหรับแผนร่วมทุนกับจีนประมาณมูลค่าทั้งโครงการราว 4 แสนล้านบาทหากใช้เวลาก่อสร้างราว 4-5 ปี หากเจรจาสำเร็จจะมีงบลงทุนจากจีนเกือบปีละ 1 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของงบลงทุนจากรัฐบาลไทยนอกจากหุ้นกลุ่มรับเหมาจะได้ประโยชน์ทั้งจากการเข้าร่วมทุนทางตรงหรือได้งานในลักษณะ subcontract แล้วยังจะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยโดยรวมอีกด้วย

•นอกจากนี้ความคืบหน้าต่างๆเกี่ยวกับโครงการที่จะทยอยประกาศออกมาเป็นระยะจากนี้ไปจนถึง 1Q58 ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการลงทุน แหล่งเงินทุน ลักษณะการให้เข้าประมูล/ร่วมทุน จะเป็นปัจจัยบวกด้านจิตวิทยาต่อกลุ่มรับเหมาโดยรวม อย่างไรก็ตามการลงทุนระยะสั้น เราแนะนำเน้นหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการรถไฟฟ้าที่คาดว่ามีความพร้อมต่อการเปิดประมูลมากที่สุดโดยหุ้นที่น่าสนใจสุดได้แก่ CKSTEC SEAFCO

- รายงานวันนี้

Update : HOTPOT (เก็งกำไร / มูลค่าเหมาะสม 3.50 บาท) คาดจะกลับมาฟื้นตัวชัดเจนใน 2H58

Update : กลุ่มพลังงาน (น้ำหนักการลงทุน เท่าตลาด) ค่าการกลั่นฟื้นตัว BCP เด่นสุด

Fundamental Talk

•CK (ซื้อ / มูลค่าที่เหมาะสม 31.2 บาท)มีจุดเด่นจากการเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มรับเหมามีโอกาสรับงานภาครัฐขนาดใหญ่อีกทั้งมีบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง (TTW BMCL BECL CKP) คาดงานในมือปีนี้สูงถึงราว 9 หมื่นล้านบาทปัจจุบันยังมี Upside สูงในกลุ่มรับเหมา

•SEAFCO (ซื้อ / มูลค่าที่เหมาะสม 6.7 บาท)เป็นบริษัทสร้างฐานรากในประเทศไม่กี่รายแต่จำเป็นต่อการก่อสร้างอาคารสูงและรถไฟฟ้าซึ่งมีโอกาสโตต่อเนื่องจากการลงทุนและก่อสร้างภาครัฐ โดยงานฐานรากมีอัตรากำไรสูงกว่าบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่แต่ราคาSEAFCO ซื้อขายที่ Multiple ถูกกว่า แม้ราคาเกินมูลค่าเหมาะสม แต่ยังมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการและมูลค่าเหมาะสมในระยะต่อไป

•STEC (เก็งกำไร / มูลค่าที่เหมาะสม 27.4 บาท)เป็นอีกบริษัทที่มีศักยภาพในการรับงานขนาดใหญ่จากภาครัฐ มีจุดเด่นที่สามารถควบคุมอัตรากำไรได้ดีในกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ด้วยกัน ปัจจุบันมีงานในมือสูงจากงานรถไฟสีต่างๆและงานก่อสร้างถนน