ยอดขอรับการส่งเสริมทำได้ใกล้เป้าหมายทั้งปี
10 เดือนมียอดขอรับการส่งเสริม 6.45 แสนล้านบาท
เราคาดยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2557 ของ BOI ทำได้อยู่ในกรอบ 7-8 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ BOI คาดไว้ โดยมียอดขอรับการส่งเสริมในงวด 10M57 6.45 แสนล้านบาท แม้ว่ายอดขอรับการส่งเสริมในเดือน ต.ค.ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท อ่อนตัวลงจากเดือน ก.ย. ที่ 1.76 แสนล้านบาทที่เป็นตัวเลขสูงสุดของปี แต่เติบโตดีขึ้น 178% YoY อย่างไรก็ดีเราสังเกตว่าในอดีตช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.จะมีตัวเลขขอรับการส่งเสริมที่สูงกว่าปกติของทั้งปีโดยเฉพาะเดือน ธ.ค.ที่จะมีตัวเลขสูงกว่า 1 แสนล้านบาท ดังนั้นเราเชื่อว่ายอดขอรับการส่งเสริมสามารถอยู่ในกรอบที่เราคาดได้ สำหรับในปี 2558 เราคาดว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะเข้าใกล้ภาวะปกติที่ 0.9 - 1 ล้านล้านบาทได้ ขณะที่ตัวเลขการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในเดือน ต.ค. 9.8 หมื่นล้านบาท มีเม็ดเงินที่เริ่มดีขึ้นจากตัวเลข 2 เดือนก่อนหน้า (ดูกราฟหน้า 2)
กลุ่มผู้ประกอบการมีลูกค้าอยู่ระหว่างเจรจา
เราคาดว่าในปี 57 HEMRAJ และ AMATA จะมียอดขายที่ดินอยู่ระหว่าง 600-800 ไร่ จากยอดขายในงวด 9M57 ที่ทำได้ 522 และ 331 ไร่ตามลำดับ เราคาดว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเริ่มกลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการ เกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าในมือที่อยู่ระหว่างการเจรจา ทั้ง HEMRAJ และ AMATA ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่อยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญาราว 400-500 ไร่ แม้จะไม่สามารถเซ็นสัญญาภายในปี 2557 ได้ แต่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วง 1H58 ซึ่งเราคาดว่าในปี 2558 กลุ่มผู้ประกอบการเริ่มมียอดขายที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดมียอดขายทั้งปีทำได้อย่างน้อย 1,000-1,200 ไร่
4Q57 AMATA กำไรเด่นสุด
สำหรับผลประกอบการของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในงวด 3Q57 ที่ประกาศ ของผู้ประกอบการรายใหญ่รวม 986 ล้านบาท ลดลง 7%YoY และลดลง 7% QoQ รับผลกระทบหลักที่เกิดจากการรับรู้รายได้ที่ดินที่อ่อนตัวลง ยกเว้น ROJNA ที่มีบันทึกรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจาก HONDA ที่สามารถบันทึกเป็นรายได้ 1.6 พันไร่ ขณะเดียวกันการเดินเครื่องโรงไฟฟ้ามีความสมบูรณ์มากขึ้น ถือเป็นไตรมาสที่เติบโตสุดของปี สำหรับแนวโน้ม 4Q57 เราคาดว่าผลประกอบการ HEMRAJ และ ROJNA อาจทำได้เพียงทรงตัวหรืออ่อนตัวลงเนื่องผลกระทบจากการรับรู้รายได้ที่ดินที่ลดลง ขณะเดียวกันบริษัทที่เราคาดว่าจะเห็นการเติบโตที่เด่นกว่ากลุ่มคือ AMATA จากแผนการเติบโตของรายได้ที่ดินกว่า 400 ไร่ ซึ่ง 70% มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง
คงน้ำหนักกลุ่ม”เท่ากับตลาด”
เราคาดว่าแนวโน้มกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จะฟื้นตัวขึ้นหลังประเด็นการเมืองมีความชัดเจนสนับสนุนความมั่นใจของนักลงทุนให้มีมากขึ้น อย่างไรก็ดีการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้านเช่น พม่า เวียดนาม อาจส่งผลต่อการเลือกลงทุนของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้เราเชื่อว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังมีความน่าสนใจต่อนักลงทุนต่างชาติ จากฐานการผลิตกลุ่มยานยนต์ที่มีผู้ประกอบการระดับโลกทีมีฐานการผลิตในประเทศเช่น TOYOTA HONDA SUZUKI FORD กลุ่ม GM และยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่อื่นๆที่สนใจการลงทุนในประเทศไทย รวมถึงกลุ่มอาหารและกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่ม โดยมีหุ้นแนะนำของกลุ่มคือ AMATA จากงานในมือที่สูงกว่ากลุ่ม 4.6 พันล้านบาทรอบันทึกรายได้ต่อเนื่อง และ 4Q57 จะมีผลประกอบการที่โดดเด่นกว่ากลุ่ม ราคาเหมาะสม 19 บาทมีส่วนต่างราคา 17% แนะนำ ซื้อ








