บอร์ดทีโอที ผ่าตัดองค์กรใหม่ ลดสายงานธุรกิจซ้ำซ้อนจาก 13 สายงานเหลือ 7 สายงาน หวังลดรายจ่าย
พลิกฟื้นสถานะดีขึ้นจากวิกฤติ คาดปีนี้ ขาดทุนลดเหลือ 4,572 ล้านบาท จากคาดการณ์เดิม 7,800 ล้านบาท ด้านสคร.ประเมินผลดำเนินการล่าสุด ยังอยู่ขั้น"วิกฤติ" ต่อเนื่องจากปีก่อน เผยค่าใช้จ่ายไตรมาสแรกพุ่ง 22.87%
คณะกรรมการบมจ.ทีโอที จำกัด (มหาชน) ไฟเขียวปรับโครงสร้างบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทั้งบุคลากรและค่าดำเนินการ หลังจากค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง รายงานผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Review) ฉบับล่าสุดในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ประจำปี 2557 ระบุว่า สถานะการดำเนินงานของทีโอที อยู่ใน"ขั้นวิกฤติ"
ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทีโอที มีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ขาดทุนต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายพนักงาน 13,821 ล้านบาท ขณะค่าใช้จ่ายดำเนินการ 3,160 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 22.87%
ทั้งนี้ สคร.ข้อเสนอแนะว่าให้เร่งรัดการดำเนินการตามแผนพลิกฟื้นฐานะทางการเงินให้เป็นไปตามแผน เพื่อสร้างรายได้ชดเชยส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาสัมปทาน โดยเฉพาะโครงการบรอดแบนด์ความเร็วสูงทั้ง 3 โครงการ
นอกจากนี้ จัดทำแผนรองรับความเสี่ยงและแนวทางลดผลกระทบจากการที่มีผลประกอบการขาดทุน และเร่งปรับปรุงโครงสร้างองค์กร โครงสร้างบุคลากร และเป้าหมายขององค์กรให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล เทคโนโลยี และสภาพการแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และให้จับมือเป็นพันธมิตรกับบมจ. กสท เพื่อไม่ให้มีการลงทุนที่ซ้ำซ้อนกัน และไม่แข่งขันกันเอง อีกทั้งเร่งยกระดับคุณภาพการให้บริการและภาพลักษณ์ขององค์กรเพื่อให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ประธานกรรมการบมจ.ทีโอที กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ประชุมกันเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ปรับโครงสร้างการบริหารงานและฝ่ายปฏิบัติการของทีโอทีใหม่ทั้งหมด โดยให้ลดสายงานจากเดิม 13 สายงาน เหลือ 7 สายงาน ซึ่งโครงสร้างนี้จะให้เสร็จภายใน 2 เดือนที่มีช่วงการเปลี่ยนผ่าน และคาดว่าต้นปีหน้าจะดำเนินการภายใต้โครงสร้างใหม่ดังกล่าวนี้ได้
สำหรับสายงานใหม่ 7 สายงานประกอบด้วย 1. สายงานพัฒนาองค์กร 2. สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. สายงานการเงินและบริหารทรัพย์สิน 4. สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ 5. สายงานปฏิบัติการ 6. สายงานขายและบริการภาครัฐและภาคเอกชน และ 7.สายงานขายและบริการลูกค้า
ทั้งนี้สายงานใหม่จะให้รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่มีอยู่ 13 คนแบ่งออกมารับผิดชอบครึ่งหนึ่ง ที่เหลือจะให้รับผิดชอบโครงการถ่ายโอนเสาสถานีฐาน ทรัพย์สินของทีโอทีหลังจากที่คู่สัมปทานสิ้นสุดสัญญาในปี 2558
นอกจากนี้ ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระดับสำนักงานผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่มีอยู่ 23 ตำแหน่งให้เพิ่มเป็น 25 ตำแหน่ง ส่วนฝ่ายงานจาก 79 ฝ่ายให้เหลือ 71 ฝ่าย โดยโครงสร้างทั้งหมดดังที่กล่าวมานั้นให้มีผลทันที ซึ่งบอร์ดหวังผลเชิงบวกในแง่การทำงานแบบเมตริก ที่เป็นการทำงานเชิงซ้อนเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานและให้แต่ละสายธุรกิจมีผลตอบแทนที่สูงสุด และต้องการเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่แต่ละสายงานเพื่อตัวชี้วัดทางการขายและทางผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนมากขึ้น
คาดขาดทุนปีนี้เหลือ4.5พันล.
ประธานบอร์ดทีโอที กล่าวว่า การปรับโครงสร้างนอกจากจะช่วยลดความซ้ำซ้อนของการทำงานแล้วยังเป็นการตอบโจทย์ทิศทางการดำเนินงานของ 6 กลุ่มธุรกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้แบ่งไว้ คือ 1.กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม 2.กลุ่มเสาโทรคมนาคม 3.กลุ่มอินเทอร์เน็ตเกตเวย์และเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ 4.กลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5.กลุ่มโทรศัพท์ประจำที่และอินเทอร์เน็ต และ 6. กลุ่มบริการด้านไอที รวมทั้งไอดีซี และคลาวด์
"หลังจากที่บอร์ดชุดนี้เข้ามาทำงานครบ 3 เดือนผมก็เชื่อว่าการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จะช่วยเป็นอีกแรงส่งที่ทำให้ทีโอทีแข็งแกร่งมากขึ้น เราพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้ได้ลดลง 10% และการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยมีสายงานที่รับผิดชอบในการดูแลลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และแยกสายงานในการรับผิดชอบดูแลลูกค้ารายย่อยให้มากขึ้น"
พล.อ.สุรพงษ์ คาดว่า ผลงานดำเนินงาน 3 เดือนหลังจากเข้ามาทำงานตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมาว่า จะลดการขาดทุนของบริษัทจากเดิม 7,800 ล้านบาท เหลือ 4,572 ล้านบาท จากรายได้เดิมที่ประมาณการไว้ 32,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยมาจากการปรับรูปแบบการทำงาน การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและปรับลักษณะการทำงานให้พนักงาน 1 คน ทำงานได้หลายอย่าง ควบคู่กับการดำเนินแผนธุรกิจด้านต่างๆ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้
อาทิ การจัดโครงการเซลล์ อินเท็นซีฟในลักษณะกระตุ้นการสร้างกำไรและยอดขายของพนักงานเพื่อให้รายได้เติบโตมากขึ้นกว่าการคาดการณ์ แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าวงกว้าง (แมส) โดยตั้งเป้าประมาณการกำไรจากการดำเนินงานหลังหักค่าตอบแทนการขายเพิ่มขึ้นประมาณ 164 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 344 ล้านบาท และรายได้เพิ่มขึ้น 452 ล้านบาท และกลุ่มลูกค้าองค์กร ตั้งเป้าประมาณการรายได้จากมูลค่าของการเซ็นสัญญาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 500 ล้านบาท
ส่วนความคืบหน้าการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจโดยหาพันธมิตร (สตราทิจิก พาร์ทเนอร์) ทั้งในประเทศและต่างประเทศใน 6 กลุ่มธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจร่วมกัน เป็นการเปิดกว้างและเปิดรับกับทุกรูปแบบการทำธุรกิจทั้ง 6 กลุ่ม โดยไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยเน้นประโยชน์ร่วมกันของพันธมิตรธุรกิจทุกฝ่าย ทั้งนี้ผลจะพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของทีโอทีและประเทศชาติเป็นหลัก
ปัดฝุ่นโทรตู้-ไฟเบอร์ออพติก
นอกจากนี้ การเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายจากบริการโทรศัพท์สาธารณะทั่วประเทศ โดยการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์สาธารณะเป็นเครื่องโทรศัพท์สาธารณะพร้อมตู้เติมเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ คาดว่าการเปลี่ยนเป็นเครื่องโทรศัพท์สาธารณะพร้อมตู้เติมเงิน จะทำให้ทีโอทีมีมูลค่ารวมเพิ่มขึ้นประมาณ 150 ล้านบาทใน 3 ปี
ส่วนโครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบเอเชีย-แอฟริกา-ยุโรป 1 (เอเออี-1) เป็นโครงการลงทุนจัดสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายหลักในประเทศต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่มีอัตราการเติบโตซึ่งจะมีความจุโครงข่าย (คาปาซิตี้) ไม่ต่ำกว่า 3,600 กิกะไบต์
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ ทีโอที สามารถลดต้นทุนค่าเช่าวงจรอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,300 ล้านบาท









