วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สตง.'ยื่นกฤษฎีกาชี้ขาดโอนท่อก๊าซ

สตง.ส่งเรื่องกฤษฎีกาชี้ขาด ตีความคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เรื่องโอนท่อก๊าซ 3.2 หมื่นล้าน

สตง.ส่งเรื่องกฤษฎีกาชี้ขาด ตีความคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เรื่องโอนท่อก๊าซ 3.2 หมื่นล้าน ยันความเห็นเดิม ยังโอนท่อคืนคลังไม่หมด ขณะผู้บริหารปตท.ยันเรื่องยุติแล้ว หลังทำตามคำสั่งศาลครบถ้วนตั้งแค่ปี 2551

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม) เพื่อให้ตีความคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการแบ่งแยกทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ให้กับกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 14 ต.ค. และได้เข้าไปชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สตง.ยืนยันความเห็นไปว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล ควรจะมีการโอนคืนให้กระทรวงการคลังด้วย เนื่องจากมองว่าท่อส่งก๊าซ และสิ่งปลูกสร้างในทะเล ไม่ใช่สิ่งที่เอกชนรายใดก็สามารถทำได้ ต้องอาศัยอำนาจรัฐเพื่ออนุมัติให้สิทธิ หรือสัมปทานถึงจะวางท่อได้

"ผมรู้สึกสบายใจที่ได้บอกจุดยืนของเราให้ทางคณะกรรมการกฤษฎีการับทราบ เพื่อจะได้นำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลของอีกฝ่ายที่มีความเห็นไปอีกอย่าง ส่วนคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไรต้องรอผลสรุปจากกฤษฎีกา ไม่ใช่ว่าเราไม่เคารพในคำวินิจฉัยของศาล แต่ยังมีข้อเท็จจริงอีกส่วนที่ต้องรู้ คาดว่าผลการพิจารณาของกฤษฎีกาจะออกมาในเร็วนี้" นายพิศิษฐ์ กล่าว

สำหรับหนังสือที่ส่งถึงคณะกรรมการกฤษฎีกา ใจความว่า สตง. ได้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง ตามนัยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่พิพากษาให้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐ ออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท.

สตง. เห็นว่า ท่อก๊าซธรรมชาติไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือในทะเล หรือหน่วยงานใดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการวางท่อก็ตาม ในการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับสิทธิในแนวท่อก๊าซธรรมชาติทั้งหมด รวมถึงการกำกับและควบคุมดูแล ต้องใช้อำนาจมหาชนในการควบคุมกำกับ ตาม พ.ร.บ.การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 จึงถือว่าแนวท่อก๊าซทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์ที่ประกอบกันเป็นระบบท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบก และในทะเลเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินที่ต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยเฉพาะ

จากผลการตรวจสอบของ สตง. พบว่า ทรัพย์สินที่ ปตท. แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง มูลค่ารวม 16,176 ล้านบาท เป็นแนวท่อเฉพาะที่อยู่บนบกเท่านั้น ยังมีแนวท่อก๊าซทั้งบนบกและในทะเลที่ ปตท. ยังไม่ได้แบ่งแยก และส่งมอบให้กระทรวงการคลัง รวมมูลค่า 32,613 ล้านบาท จึงถือไม่ได้ว่าปตท.ได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินให้ถูกต้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

สำนักงาน สตง. จึงได้แจ้งผลการตรวจสอบไปให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองสูงสุด และบริษัท ปตท. เพื่อให้ดำเนินการบังคับคดีในส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งแยกทรัพย์สิน แต่บริษัท ปตท. อ้างความเห็นศาลปกครองสูงสุดโต้แย้งกับความเห็นของสตง. ระบุว่า ศาลปกครองสูงสุดและกระทรวงการคลังได้ยืนยันว่า การแบ่งแยกและโอนทรัพย์สินของปตท.ให้กระทรวงคลังเสร็จสิ้นและครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว

ขณะเดียวกัน ครม. ได้กำหนดไว้ว่า กรณีที่มีข้อโต้แย้งด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาศาลฯ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อหาข้อยุติ สตง.จึงส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังให้ทบทวนความเห็นอีกครั้ง และส่งหนังสือถึงกฤษฎีกาพิจารณาหาข้อยุติเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส ให้ สตง. ใช้เป็นแนวทางในการรับรองความถูกต้องของการแบ่งแยกทรัพย์สินต่อไป

ด้าน นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวยินยันว่าปตท. ได้ส่งคืนทรัพย์สินท่อส่งก๊าซธรรมชาติให้แก่กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองครบถ้วนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2551

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2550 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาขอให้ ปตท. ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดิน เพื่อแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐและของบมจ.ปตท. ซึ่งหลังจากดำเนินการแล้ว โดยศาลปกครองสูงสุด ได้บันทึกในคำร้องรายงานสรุปว่า ปตท. ดำเนินการโอนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ วันที่ 26 ธ.ค. 2551

ต่อมา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยื่นคำร้องทั้งต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง แต่ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้อง เนื่องจากเคยมีคำพิพากษาว่า ปตท. ได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ศาลปกครองได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ถึง 3 ครั้งและยืนยันมาโดยตลอดว่าปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว