วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พีทีทีจีซี'ขาดทุนสต็อกน้ำมัน2.8พันล.

ราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง "พีทีทีจีซี" ยอมรับไตรมาส 3 ปีนี้ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 2,841 ล้านบาท ส่งผลกำไรลดลง 21%

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบทางบัญชี โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ขาดทุนจากการซื้อน้ำมันมาสำรอง (stock loss) ถึง 2,841 ล้านบาท ทำให้กำไรไตรมาส 3 เหลือ 7,591 ล้านบาทลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ได้ซื้อน้ำมันเป็นวัตถุดิบผลิตปิโตรเคมีที่ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3 ราคาลดลงเหลือเพียง 95ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลกำไรน้อยลงจนกระทบต่อรายได้ทางบัญชี”

ทั้งนี้หากไม่นับขาดทุนสต๊อกลอสเป็นผลมาจากราคาน้ำมันแล้ว มั่นใจว่าจะสร้างกำไรไตรมาส 3 ได้เกือบ 1 หมื่นล้านบาท โดยราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นผลมาจากสหรัฐผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลล์ออยล์)ได้เอง และลดการซื้อน้ำมันจากตลาดโลกลง เป็นผลให้น้ำมันเกิดภาวะล้นตลาด เชื่อเป็นระยะสั้น เนื่องจากทิศทางโลกยังต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่วนระยะยาวราคาจะกลับมาอยู่ที่ 91-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ปี2558

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่าคงต้องรอดูผลการประชุมรัฐมนตรีกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปค) วันที่ 27 พ.ย.นี้ ว่าจะกำหนดทิศทางการผลิตน้ำมันอย่างไร หากไม่ปรับลดกำลังผลิตลง และสภาพอากาศยุโรปไม่หนาวมาก อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันลดต่อเนื่อง ทำให้บริษัทขาดทุนสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ แต่ได้วางแผนบริหารความเสี่ยงไว้แล้ว แม้ราคาน้ำมันจะลดลง แต่ราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นรายได้หลักไม่ได้ลดลงมากนัก คาดว่าผลประกอบการรวมทั้งปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 11%ใกล้เคียงกับผลกำไรปี 2556

สำหรับธุรกิจในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทในปี 2558 คาดว่าธุรกิจโอเลฟินส์ จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่มาก ส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์จะทรงตัว แต่ธุรกิจที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจโรงกลั่น เนื่องจากกำไรจากค่าการกลั่นเหลือเพียง 3% ของรายได้ ประกอบกับปี 2558 จะมีโรงกลั่นเปิดตัวขึ้นมากในโลก ส่งผลให้น้ำมันเกินความต้องการถึง1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนกรณีที่ก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง และอาจจะหมดลงในอีก 7 ปีข้างหน้า บริษัทเชื่อว่าจะเป็นลักษณะค่อยๆ ทยอยลดลง แต่ถ้ารัฐบาลสามารถต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุได้ นักลงทุนจะเริ่มลงทุนต่อ สามารถยืดอายุก๊าซและน้ำมันให้มีใช้ได้อีก ในส่วนของบริษัทได้เตรียมหาวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศ โดยจะลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติในชั้นหินดินดาน (เชลล์แก๊ส) ในสหรัฐ ซึ่งได้เจรจาทางธุรกิจแล้วจะมีความชัดเจนในปี2558 หากก๊าซจากสหรัฐมีราคาถูก มีโอกาสที่บริษัทจะนำเข้าในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมลงทุนกับบริษัท เปอร์ตามิน่า บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของอินโดนีเซีย ตั้งบริษัท พีทีอินโดไทย เทรดดิ้ง ขึ้นเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเปิดตลาดสินค้าต่อเนื่องของกลุ่มโอเลฟินส์ ปัจจุบันอินโดนีเซียต้องนำเข้าจำนวนมาก และศึกษาโครงการสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ กำลังผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี เงินลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์

สำหรับแผนลงทุนในระยะ 5 ปี (2558-2562 ) ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 4.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ละปีจะมีเงินสำหรับลงทุนประจำปี 7,000-8,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินลงทุนโครงการต่างๆ