วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอสซีจี'ชี้เทรนด์โลกธุรกิจโตคู่พัฒนายั่งยืน

"เอสซีจี" เผยเทรนด์โลก ธุรกิจโตคู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แจงทุนข้ามชาติให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นในการเลือกลงทุน

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี กล่าวในการประชุม “ASEAN Sustainable DevelopmentSymposium 2014” ครั้งที่ 4ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งอาเซียนว่า สมาคมนักธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้บริหารบริษัทชั้นนำของโลกกว่า 200 แห่ง ในกว่า 20 ประเทศ เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ของโลกธุรกิจในอีก 40 ปี ข้างหน้า (ค.ศ.2050) โดยมีเป้าหมายสร้างสังคมโลกให้ดำรงชีวิตที่ดี ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งเป็นความท้าทายของโลกธุรกิจที่จะร่วมมือกันกับทุกภาคส่วน เพื่อดำเนินการให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“ธุรกิจวันนี้ ต้องตระหนักถึงการสร้างสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับองค์กรว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นวิถีปฏิบัติอันจำเป็น หรือ Must Have Agenda ที่ต้องวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม” นายกานต์ กล่าว

ระบุเทรนด์โลก "ธุรกิจโตคู่ยั่งยืน"

เขายังกล่าวว่า ในเวทีระดับโลก แสดงความสนใจ และให้ความสำคัญกับประเด็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนักธุรกิจทั่วโลกก็ให้ความสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะองค์กรที่ทำในเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ตอบสนองเพียงความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วย

โดยปัจจุบันบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโต เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยบริษัทเหล่านี้ได้นำวิธีคิดในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเข้ามา โดยบริษัทเหล่านี้จะตัดสินใจลงทุนหรือร่วมงานกับบริษัทในอาเซียน จะคำนึงประเด็นการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนหรือไม่ ธุรกิจต้องอยู่ร่วมกับสังคม และชุมชนไปพร้อมกัน เพราะหากธุรกิจไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชนได้จะเกิดปัญหาในอนาคต กลายเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของทุนข้ามชาติเหล่านั้น

เอสซีจีแนะสร้างเครือข่ายพัฒนา

นายกานต์ ยังยกตัวอย่างเอสซีจี ว่า เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลการพัฒนาอย่างยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก หรือ The Dow JonesSustainability Indexes : DJSI ในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (Construction Materials) เป็นเวลา 4 ปีซ้อน ตั้งแต่ปี 2011-2014 โดยถือเป็นบริษัทเดียวในประเทศกำลังพัฒนาของโลกที่ได้รับรางวัลนี้ และเป็นตัวแทนของอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร และการมีผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ขณะความร่วมมือของอาเซียน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกันนั้น เขาบอกว่า ควรเป็นการริเริ่มของภาคเอกชน เพราะมีความคล่องตัวและทำงานรวดเร็วกว่าภาครัฐบาล โดยควรเป็นการแบ่งปันข้อมูล สร้างความร่วมมืออย่างมีกลยุทธ์ ทั้งในมิติเชิงกว้างและเชิงลึก

เลขาอาเซียนจี้อาเซียนร่วมมือ

นายเล เลือง มิงห์ (Le Luong Minh) เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นเรื่องจำเป็นต่อการพัฒนาของทุกองค์กรในอาเซียน ซึ่งในปลายปี 2015 เมื่อประชาคมอาเซียนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทุกภาคส่วนต้องตระหนักถึงการทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

"ผมเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย เราต้องเข้าใจองค์ประกอบของกระบวนการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงปัญหาที่เรากำลังเผชิญหน้า อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกอย่างรวดเร็ว โดยอาเซียนต้องจัดกระบวนการในการพัฒนาเหล่านี้ในทิศทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"

เขายังกล่าวว่า ชาติอาเซียนต้องแน่ใจว่า เมื่อระบบเศรษฐกิจเดินไปข้างหน้า ทรัพยากรธรรมชาติจะยังคงอยู่อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันอาเซียนจะมีประชากรมากขึ้น สังคมจะพัฒนาไป เมื่อมีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น โจทย์คือจะดูแลรักษาและเพิ่มเติมทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ไม่ใช่มองเพียงแค่อาเซียนแต่ต้องมองไปถึงทั่วโลกด้วย

"เราปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เพียงแต่ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว แต่การที่เศรษฐกิจเติบโต และประชากรที่เพิ่มขึ้น ก็มีการทำลายและก่อให้เกิดมลภาวะที่เพิ่มขึ้น วันนี้อาเซียนเดินหน้ามาถึงจุดที่ท้าทายในการดูแล และมองหากลไกในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทาง GreenAsean ซึ่งจะเป็นเป้าหมายในการเดินไปข้างหน้าของภูมิภาคของเราต่อไป" นายมิงห์ กล่าวและว่า

อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับโลก เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีประชากรอาศัยอยู่มาก และเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะผลิตเป็นอาหารสำหรับประชากรโลกส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ ดังนั้น การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจสู่ความยั่งยืน ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญ และมีนัยที่จะส่งผลในวงกว้าง และส่งผลดีต่อไปถึงประชาคมโลก

เขายังกล่าวว่า สำหรับภาคการศึกษา และสถาบันต่างๆ จะเป็นกลไกที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจะช่วยทำให้กระบวนการดังกล่าวเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ และการจับมือกันของภาครัฐ​และเอกชน จะช่วยให้การทำงานทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็ว และราบรื่น

ธุรกิจไม่ยึดยั่งยืนต้นตอวิกฤติ

ด้านนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยและอาเซียน สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ไม่ยั่งยืน โดยผลที่ตามมาหลังจากนั้น คือการมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและผลักดันประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติโดยขาดความสนใจในเรื่องของสังคม ธรรมาภิบาล กระทั่งความเป็นอยู่ของคนในสังคม

ขณะที่การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558 จะเป็นความท้าทายอย่างมากอีกครั้งหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายในอาเซียนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยไม่เพียงมิติด้านเศรษฐกิจ เท่านั้น แต่รวมถึง สังคม สิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ ด้วย