"ปรีดิยาธร" กางแผนแก้ 4 จุดอ่อนเศรษฐกิจ ทั้งลดการใช้พลังงาน ปรับโครงสร้างภาษี ต้นทุนขนส่งสินค้า และการศึกษา
พร้อมสร้างรายได้ในชนบท สร้างเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน ด้าน"สมหมาย" ลั่นกฎหมายภาษีมรดกเข้าครม.สัปดาห์หน้า ขณะ"ณรงค์ชัย"เดินหน้าปรับราคาพลังงานตามตลาด
สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทย ประจำปี 2558 ในหัวข้อ"โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน ก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย" โดยมี 4 รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าร่วม วานนี้ (11 พ.ย.)
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เศรษฐกิจจะยั่งยืน ต้องแก้จุดอ่อนของโครงสร้างให้ได้ จุดอ่อนแรก คือ การใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย ปัจจุบันอยู่ที่ 18% ต่อจีดีพี วิธีแก้ สำคัญ คือ ลดการอุดหนุน โดยเฉพาะในก๊าซแอลพีจี
จุดอ่อนที่ 2 คือ โครงสร้างภาษี ทำให้รายได้ภาษีไม่สมดุลกับรายจ่าย ปัจจุบันงบที่เหลือเพื่อลงทุนน้อยลงทุกที คือ ในรายได้ 100% สุดท้ายเหลือ 17.5% ที่ใช้เพื่อลงทุน นโยบายต้องปรับเรื่องเก็บภาษี และต้องเป็นธรรมในสังคม เดิมมักขึ้นภาษีการค้า แต่ไม่เก็บจากความร่ำรวย จึงต้องเริ่มเก็บจากภาษีมรดก
อีกจุดสำคัญ คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีฐานกว้าง และภาษีสรรพาสามิตที่ต้องยุติธรรม ถ้ามีรายได้มากขึ้นมากพอเหลือเงินพัฒนาสูงกว่า 17% เราจะเห็นแนวทางที่รัฐจะเงินโอนภาษี เพื่อคนขยัน และถ้าเราขยายฐานภาษีได้ ระวังรายจ่าย จะขยายงบลงทุนได้ เป็นประโยชน์ต่อทุกคน
ระบุเร่งแก้โครงสร้างขนส่งจริงจัง
จุดอ่อนที่ 3 คือ ต้นทุนการขนส่งสินค้า ปัจจุบัน เราขนส่งทางถนน 75% ขนส่งด้วยระบบราง ไม่ถึง 2% แต่ค่าขนส่งอยู่ที่ 2 บาทต่อกิโลเมตร ทางรางอยู่ที่ 40 สตางค์ต่อกิโลเมตร ฉะนั้น ต้องแก้ปัญหาพื้นฐานให้ได้ นี่คือสาเหตุที่เราประกาศปรับปรุงโครงสร้างการขนส่งจริงจัง แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง คือ ต้องดูผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
จุดอ่อนที่ 4 คือ ด้านศึกษา จุดที่แก้ คือ ที่ครู ซึ่งต้องเน้นให้ครูที่มีคุณภาพกระจายไปต่างจังหวัดให้มากขึ้น ถ้าไม่แก้จะเกิดปัญหาช่องว่าง อีกจุดที่เห็นด้วยกับรมว.ศึกษา คือ การผลิตเพื่อวิชาชีพ ใช้ทักษะในการทำงาน ปัญหาของเรา คือ ผลิตบัณฑิต เพื่อทั่วไปมาก แต่ด้านทักษะวิชาชีพน้อยลง แต่จุดที่ห่วง คือ คุณภาพการเมืองที่จะกลับมาอีก ซึ่งการศึกษาต้องใช้ความต่อเนื่อง ถ้าเอาการศึกษาออกจากการเมืองได้ ไปอยู่ภายใต้คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วางแผนชัดเจน เชื่อประเทศไทยไปรอด
ถกจีนพัฒนาสินค้าเกษตร
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าระหว่างที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใหญ่ รัฐบาลกำลังดูแลเศรษฐกิจให้ยั่งยืน สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้คนชนบทมีรายได้สูง โจทก์ไม่ใช่ราคาสูง แต่ต้องมีรายได้สูงขึ้นด้วย อีกประเด็น คือ ต้องหนุน คือ 1.การนำพืชผลไปใช้ในประโยชน์อื่นนอกจากประโยชน์ที่เป็นอยู่ เช่น ทำพลังงาน จุดนี้ หาทางเอาพืชผลไปใช้ประโยชน์ยั่งยืน คือ ทางออก และเหตุต้องสร้างนิคมอุตสาหกรรมยาง เพื่อทำให้รายได้เกษตรกรดีขึ้น
"จะเดินทางไปดูงานที่จีน และมีนักลงทุนจีนจะมาหารือกับเรา เป็นแนวทางให้ราคาพืชผลขยับขึ้น"
2.มีพืชบางอย่างที่ราคาขึ้นไม่ได้มาก จึงได้แค่ประคอง แต่จะปรับให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม โดยปรับเปลี่ยนพืชชนิดนั้นไปผลิตตัวอื่นที่มีคนซื้อ แต่ทำได้แค่บางพื้นที่ และขีดพื้นที่ให้ดี อีกส่วนคือที่ผลิตข้าวคุณภาพต่ำหลายล้านไร่ จากโครงการจำนำข้าว ต้องช่วยเปลี่ยนแปลงพันธ์ให้ผลผลิตดีขึ้น และอีกส่วน คือ เป็นชาวนาที่มีพื้นที่นาขนาดเล็กไม่เกิน 15 ไร่ ต้องเพิ่มรายได้ให้เขา ซึ่งเป็นที่มาของเกษตรทางเลือกให้เขา และให้ความรู้ท้องถิ่น
"ตัวอย่างที่ทำสำเร็จ คือ ช่วยราคายาง โดยให้สินเชื่อหมื่นล้านบาทให้ชาวสวนยาง 1 แสนไร่ ซึ่งเขามาขอกู้ เพื่อโค่นและทำอย่างอื่นแทน เขาดีไซน์เอง เขากู้และใช้หนี้แน่นอน นี่คือ แนวทางที่เราจะทำ"ม.ร.วปรีดิยาธร กล่าว
นอกจากนี้ ที่เป็นจุดอ่อนเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสใหญ่ คือ ดิจิทัลอีโคโนมี ซึ่งทุกเรื่องนั้นเกี่ยวข้องทุกกิจกรรมของชีวิต เราต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานที่ดีให้ทุกคนในประเทศเข้าถึงให้ได้ ให้ต้นทุนในการใช้ถูกลง และมีวิธีให้ทุกคนคุ้นเคย จะเป็นฐานที่ดี สิ่งที่ต้อง คือ ต้องมีนโยบายแห่งชาติให้หน่วยงานอิสระ เดินไปในแนวทางเดียวกันและต้องปรับปรุงหน่วยงานรัฐให้โยงนโยบายเข้าหากัน
ปฏิรูปภาษีช่วยลดปัญหาเหลื่อมล้ำ
ด้านนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมาผลจากระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ช่วยทำให้แก้ปัญหาเหลื่อมล้ำลดลง โดยล่าสุดมีสถิติรายงานออกมาว่า คนรวย 20% ของประเทศ มีรายได้ 54% ของจีดีพี และถือครองที่ดิน 80% และไทยถูกจัดอันดับคอร์รัปชัน 122 ของโลก ก่อนหน้าที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศไทยมีอันดับอยู่ที่ 88 หากย้อนไปเมื่อ15 ปีก่อน ไทยอยู่ที่อันดับ 55 ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันมีโอกาสที่อันดับของไทยจะสูงกว่า 122 ของโลก
นายสมหมายกล่าวถึงร่างกฎหมายการรับมรดกว่า ที่ยังคงไม่สามารถเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ในวันที่ 12 พฤศจิกายน เพราะพอ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่สามารถมาเป็นประธานการประชุม ครม.ได้ ดังนั้นต้องเลื่อนการเสนอร่างกฎหมายไปสัปดาห์หน้า ยืนยันว่า กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นที่ตรงกันแล้ว และในช่วง 1 สัปดาห์นี้คงจะไม่แก้ไขอะไรเพิ่มเติม
หากจะแก้ไขจะถกในชั้นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ซึ่งการเก็บภาษีมรดกยืนยันว่า 10% เป็นอัตราสูงสุด ไม่เก็บจากบาทแรกเก็บจากมรดกที่เกินกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไปต่อคนผู้รับ1 คน ซึ่งการจัดเก็บในอัตรา10%นั้นมีการซาวด์เสียงจากผู้ที่มีมรดกมาก ไปจนถึงผู้ที่มีมรดกน้อย ทุกคนพร้อมที่จะเสียภาษี
เรื่องภาษีมรดก เป็นสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มต้นก่อน เมื่อมีรัฐบาลก็มาดำเนินการต่อ ซึ่งการเก็บภาษีมรดกทำให้สังคมรับรู้ว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีจากคนรวย หลังจากภาษีมรดกแล้วจะดำเนินการในเรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเสนอเข้าครม.ปลายปีนี้ หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้จะให้เวลาปรับตัว 1 ปีครึ่ง
บังคับใช้ภาษีที่ดินรับมีปัญหาใหญ่
ในการบังคับใช้ภาษีที่ดิน มีปัญหาใหญ่ คือ การจัดทำราคาที่ดินรายแปลง 32 ล้านแปลงทั่วประเทศให้แล้วเสร็จ โดยจะนำดิจิทัลอีโคโนมีมาใช้ในการสำรวจที่ดิน เมื่อสำรวจแล้ว สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ทั้ง 3 กระทรวง คือกระทรวงการคลัง นำมาเก็บภาษีที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ใช้เรื่องจัดทำภูมิลำเนาที่ถูกต้อง และกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ สามารถนำไปใช้วางแผนช่วยเหลือเกษตรกร
"หากภาษีที่ดินมีผลบังคับใช้ ต้องยกเลิกการเก็บภาษีโรงเรือน และบำรุงท้องที่มีช่องโหว่การจัดเก็บมาก โดยขณะนี้จัดเก็บปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่มีช่องโหว่มาก ถ้าปิดช่องโหว่ตรงนี้ได้จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 6-7 เท่า ทำให้ฐานภาษีขยาย ยืนยันว่าผู้ที่มีบ้านราคา4ล้านบาท จะเสียภาษีที่ดินถูกกว่าภาษีรถยนต์"
นอกจากนี้กระทรวงการคลังมีแผนที่ปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ทั้งในเรื่องกรมสรรพสามิต ที่ต้องคิดเรื่องแปลกใหม่ มาเสนอมา ทั้งภาษีไวน์ที่หนีภาษีเป็นลำเรือควรจะเก็บดีไหม ซึ่งการปฏิรูปภาษีนั้นไม่ได้เน้นเรื่องรายได้ แต่จะดูไม่ให้เกิดช่องโหว่ ส่วนกรมศุลกากรต้องดูในเรื่องพิกัด กรมสรรพากร ต้องพิจารณาว่าจะปรับขึ้นแวตเท่าไหร่ในปีหน้า โดยจะขอรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปีหน้าอีกครั้งจึงจะพิจารณาอัตราแวต ทั้งนี้การปฏิรูปภาษีที่กระทรวงการคลังดำเนินการจะส่งผลดีต่อรายได้รัฐบาลที่จะปรับขึ้นในช่วงปี 2559-60
ส่งสัญญาณขึ้นภาษีดีเซล-แอลพีจี
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาในภาคพลังงาน มีไม่มากเมื่อเทียบกับปัญหาในภาคอื่นๆ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันคนไทยมีไฟฟ้าและพลังงานใช้กันทั่วประเทศ แต่ถ้าวิเคราะห์ลงไปจะพบว่า แม้จะมีกำลังการผลิตพลังงานจำนวนมาก แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้น คือ ความยั่งยืน กล่าวคือ ในไม่ช้า จะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ และราคาต้องปรับขึ้นรวดเร็ว เกินกว่าฐานะของคนไทยที่จะรับได้
"ขณะนี้ อัตราการใช้พลังงานสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในพลังงานแก๊สธรรมชาติ ขณะที่การผลิตไม่ขยายได้สอดคล้องกัน เพราะไม่มีการสำรวจเพิ่มขึ้น เพราะเกิดปัญหาการต่อต้าน ทำให้ปัจจุบันต้องซื้อก๊าซธรรมชาติจากพม่าและตะวันออกกลาง โดยราคาที่รับซื้อจากพม่าสูงกว่าราคาในประเทศ 50% และ 100% จากตะวันออกกลาง"เขากล่าว
เมื่อปัญหาเป็นเช่นนี้ รัฐบาลจึงได้หารือถึงแนวทางจัดการปัญหา โดยจะพยายามจัดการให้ได้ภายใน 1 ปี โดยแนวทางแรก คือ จะต้องมีการปรับราคาพลังงาน โดยเฉพาะการปรับราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งได้หารือกับรมว.สมหมาย ในเรื่องการปรับขึ้นอัตราภาษีแล้ว หากมีการปรับขึ้น จะช่วยสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลมากขึ้นด้วย แต่จะดูไม่ให้ราคาปรับสูงเกินไป
นอกจากนี้ จะปรับราคาก๊าซธรรมชาติแอลพีจี และเอ็นจีวี ซึ่งปัจจุบัน ถือว่า ราคาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยแอลพีจีเพียงกิโลกรัมละ 23 บาท และเอ็นจีวีก็อยู่ในระดับราคาที่ 10 กว่าบาทต่อกิโลกรัมเป็นสาเหตุให้คนใช้แก๊สจำนวนมาก โดยเฉพาะในรถยนต์ ปัจจุบันมีคนใช้แก๊สแอลพีจีรถยนต์ถึง 1.2 ล้านคัน ฉะนั้น การปรับราคาแอลพีจีต้องทำอย่างแน่นอน
"ส่วนแรกที่ต้องปรับ คือ ราคา ที่จะทำ คือ ก๊าซแอลพีจี ทั้งขนส่งและครัวเรือน มาแน่ๆ แต่ยังไม่ทำตอนนี้ เพราะใกล้ปีใหม่ เกรงใจประชาชน"
ทั้งนี้ต้องสร้างระบบดึงก๊าซต่างประเทศมาใช้ และมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะทำในภาคใต้ เพราะเสี่ยงไฟตกดับสูง ทุกวันนี้ ต้องดึงไฟจากภาคอื่นของประเทศไปใช้และซื้อไฟจากมาเลเซียในราคาสูงถึง 12 บาทต่อยูนิต จากราคาในประเทศ 3.80 บาทต่อยูนิต ส่วนการสร้างพลังงานนิวเคลียร์ยังไม่กล้าเปิดประเด็น แต่สุดท้ายก็ต้องมี
ชี้ปัญหาเหลื่อมล้ำภาคเกษตรสูง
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำภาคเกษตรเรื่องของที่ดิน มีความชัดเจนมาก จึงได้จัดที่ดินไปแล้ว 40 ล้านไร่ แต่ยังมีคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน เป็นประเด็นที่รัฐบาลกำลังดำเนินการต่อ อีกเรื่องคือ เรื่องของน้ำ ซึ่งมีแนวโน้มว่า ในระยะ 5-10 ปี จะมีปัญหา เพราะการจัดระบบชลประทาน 50% นั้น เป็นเรื่องโกหก
อีกประเด็นปัญหาเหลื่อมล้ำในภาคเกษตร คือ เรื่องของหนี้เสีย ทั้งที่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน และอยู่ในส่วนของรัฐ ก็กำลังแก้ไขปัญหานี้ ขณะเดียวกัน เรากำลังดูวิธีการที่จะนำเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ต่อท่อไปยังสหกรณ์การเกษตรอื่น เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านทุนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร และทำอย่างไรให้มีการใช้วัตถุดิบจากสินค้าเกษตรในประเทศให้มากขึ้น
ระบุเด็กไทยสอบตกโอเน็ตยกชาติ
นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ปัญหาการศึกษาในขณะนี้ คือ ระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถรองรับความก้าวหน้าในระบบเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ควรต้องปฏิรูปทั้งในเรื่องเนื้อหา กระบวนการ และการบริหารจัดการใหม่
ทั้งนี้ต้องมีกระบวนการเรียนรู้ใหม่ โดยต้องเปลี่ยนบรรยากาศในเรียนในห้องเรียน ที่พบว่า เด็กไทยเรียนในห้องมาก แต่มีคะแนนโอเน็ตตกกันมาก เรียกได้ว่าตกยกชาติ ซึ่งข้อสอบโอเน็ตที่ออกมา ไม่ตรงกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ จึงต้องปฏิรูปครู ต้องทำให้ครูเข้าใจบริบทใหม่ของโลกว่า ต้องการอะไรจากการศึกษา รวมถึงต้องแก้ปัญหาต่างๆ ของครู ล่าสุดมีข่าวลือเรื่องการโยกย้ายครูต้องเสียกิโลเมตรละ 1 หมื่นบาท ถ้าไม่มีเงินไม่สามารถเลือกโรงเรียนที่ต้องการได้
การศึกษาต้องปรับตัว ที่ผ่านมามีแนวคิดที่ผิดทางตลอดว่า ต้องเรียนสูง แต่เด็กไทยกว่า 60% ที่ออกจากการเรียนก่อน ม.6 มาเป็นแรงงานไร้ฝีมือ เพราะไม่มีทักษะ คาดจะมีถึง 2 ล้านคน ส่วนเด็กที่จบในระดับมหาวิทยาลัยที่เรียนมาได้งานทำในปีแรกมีแค่ 10% ฟ้องชัดว่าการศึกษาไทยต้องเปลี่ยนแปลง









