ในยุคของการปฏิรูปการศึกษาไทย ห้วงเวลานี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการ "เรียนรู้" และ "เรียนลัด" กรณีศึกษาจากทั่วโลก
ตัวอย่างเช่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ฯลฯ ที่ต่างก็สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่มิติใหม่การศึกษาที่มี "คุณภาพ" เป็นตัวตั้ง
มาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาในยุคที่ตัวเองเป็นรัฐบาล
แนวทางการทำงานเริ่มที่การกระจายงานให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้รับผิดชอบภายใต้เป้าหมายเดียวกัน และใช้ระบบ Performance เป็นตัวกำกับดูแล ในขณะเดียวกันก็เร่งพัฒนา "ครู" เป็นอย่างมากในยุคนั้น เพราะเชื่อว่า "ครู" คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ
อย่างไรก็ดี แม้จะใช้ความพยายามเป็นอย่างมากแต่ที่สุดแล้วการปฏิรูปการศึกษาก็ยังเดินไปไม่ถึงเป้าหมายภายใต้กรอบเวลาของการบริหารประเทศ
ขณะที่ ฟินแลนด์ เป็นอีกประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในเชิงของการเปลี่ยนผ่านที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
เริ่มจากการพัฒนาการศึกษาที่เน้นการดึงศักยภาพของเด็กออกมามากกว่าการจัดการศึกษาให้สำหรับคนส่วนใหญ่ที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง
ถัดมาเป็นการกระจายอำนาจให้แต่ละท้องถิ่นสามารถจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการฟินแลนด์ทำหน้าที่เพียงกำหนดแนวทางการพัฒนาในภาพรวม กรอบการพัฒนาหลักสูตร และ ระบบการสนับสนุนอื่นๆ
สุดท้าย การให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนา "ครู" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา การจะก้าวมาทำอาชีพครูในฟินแลนด์ได้จะต้องเรียนจบปริญญาโท โดยประกอบด้วยปริญญาตรี 3 ปี และ ปริญญาโทอีก 2 ปี รวมถึงเข้าคอร์สอบรมพัฒนาทักษะด้านจัดการการเรียนการสอน
ที่สำคัญ ฟินแลนด์ได้วางระบบผลตอบแทนให้กับครูจนสร้างการยอมรับ และดึงคนเก่งๆ เข้าสู่ระบบการศึกษาได้เป็นจำนวนมาก สวนทางกับการศึกษาในไทยที่ยังขาดแรงจูงใจจากผลตอบแทนเมื่อเทียบกับการเข้าทำงานในภาคเอกชน ทำให้เป็นอีกปัจจัยของการได้มาซึ่งคนเก่งเข้าสู่ระบบ
จากกรณีศึกษาทั่วโลก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาไทยที่ยังคงวนเวียนอยู่กับโจทย์ใหญ่ด้าน "คุณภาพ" อยู่นั้น ในเวทีเสวนา “กุญแจในการปฏิรูปการศึกษา The key of Education Reform” โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ ยังเชื่อว่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
ซึ่งการจะปฏิรูปการศึกษาได้ ต้องเริ่มที่การขจัดอุปสรรคของการปฏิรูปออกไปให้ได้เสียก่อน
มองย้อนถึงปัญหาในช่วงที่ผ่านมาของระบบการศึกษาไทยจะพบว่า เกิดปัญหาจาก 2 ส่วนหลักๆ คือเรื่องของ "คน" และ "ระบบ"
"ปัญหาด้านคน" นั้นมองได้หลายมิติ โดยเฉพาะการขาดผู้นำที่จะกำหนดทิศทางและวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาอย่างชัดเจน
เมื่อขาดซึ่งผู้นำในการกำหนดทิศทาง ก็นำมาซึ่งการขาดความต่อเนื่องและยั่งยืนด้านการจัดการศึกษา (Sustainable Development)
แค่เพียงสองเรื่องที่กล่าวมาก็ทำให้ระบบการศึกษาของไทยเดินไปไม่ถึงไหนเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ถัดมาเป็นปัญหาของ "ระบบ" ในทีนี้หมายถึง ระบบราชการของไทย โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีขนาดที่ใหญ่มากเป็นลำดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ด้วยขั้นตอนของการบริหารที่ไม่คล่องตัว บุคลากรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากถึง 5 พันคน
ทำอย่างไรจะเกิดการปฏิรูปเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน
"ปฏิรูปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การศึกษา แต่ควรไปถึงการปฏิรูประบบราชการด้วย โดยโครงสร้างของการบริการการศึกษาเป็นลำดับแรกๆ ที่ต้องเร่งปรับแก้ นอกจากนี้ยังควรทำในเรื่องของระบบการคัดสรรครู การฝึกฝนครู รวมถึงการพัฒนาคุณภาพของครูที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงระบบค่าตอบแทน เพราะหากทำตรงนี้ได้จะส่งผลต่อการศึกษาในที่สุด"
ที่กล่าวมา นพ.ธีระเกียรติ บอก ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่หลายคนรู้กันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมามีหลายคนที่เป็นห่วงและมีผู้หวังดีเสนอคำแนะนำมากมาย แต่ไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติและไปสู่วิสัยทัศน์ ที่ชัดเจนเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากกล่าวถึงเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน จะพบว่า เด็กถูกนำไปทำกิจกรรมนอกหลักสูตรเป็นจำนวนมากถึง 65 กิจกรรมต่อปี อาทิ ค่ายลูกเสือ ค่ายยาเสพติด ซึ่งกิจกรรมนอกหลักสูตรเหล่านี้ส่งผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนน้อยมาก
ในขณะที่ครูจะใช้เวลากว่า 30 ชั่วโมงอยู่นอกห้องเรียนและทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนการสอน เช่น ทำเอกสารเพื่อระบบประเมิน จนละเลยเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับเด็ก
ในภาพใหญ่แม้จะเป็นเรื่องของ "ระบบ" และ "คน" ทว่าในแต่ละส่วนนั้นก็เต็มไปด้วยปัญหา ด้วยเหตุนี้ นพ.ธีระเกียรติ จึงมองว่า กุญแจของการปฏิรูปการศึกษาไทยนั้น "ไม่ได้มีเพียงดอกเดียว" แต่ต้องมองหากุญแจหลายดอกเพื่อไขปัญหาเป็นส่วนๆ ไป อาทิ เรื่องคุณภาพครู เป็นต้น
ด้าน ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้กล่าวถึงพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่า พระองค์ท่านได้พระราชทานหลักในการทำงาน 3 ประการ คือ หนึ่ง ทำให้ครูรักเด็ก และเด็กรักครู สอง ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจกับเพื่อน โดยเด็กเก่งช่วยสอนเพื่อนที่เรียนไม่เก่ง และ สาม ให้ครูจัดกิจกรรมเด็กเป็นหมู่คณะ เพื่อเห็นคุณค่าของความสามัคคี
จากแนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ พฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กลดลง พฤติกรรมที่ดีเพิ่มขึ้น รวมถึงผลการสอบของเด็กๆ ก็ดีขึ้นเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากฝากทุกคนในวงการศึกษาได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปใช้ เพราะนี่จะเป็นกุญแจสำคัญของการปฎิรูปและยกระดับการศึกษาไทย








