วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอสโซ่ทุ่ม2.2พันล้านขยายปั๊มขึ้น'เบอร์ 2'

"เอสโซ่"ทุ่มลงทุน 2,200 ล้านบาท หวังกลับมาครองอันดับ 2 ตลาดค้าปลีกน้ำมันปีหน้า หนุนรัฐปรับโครงสร้างราคาพลังงาน

บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดแถลงข่าวครบรอบ 120 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ยังยืนยันที่จะให้ความสำคัญต่อตลาดน้ำมันในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง หลังรัฐบาลมีแนวโน้มปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมันด้วยการเปิดเสรีมากขึ้น

นาย นีล เอ. แฮนเซ็น ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,200 ล้านบาท โดยเงินลงทุนกว่า 1 พันล้านบาท จะใช้เพื่อปรับปรุงพัฒนาและขยายธุรกิจการค้าปลีก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสถานีบริการของเอสโซ่ทั่วประเทศมีประสิทธิภาพ และสามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จากโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ศรีราชาถึงผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

ขณะที่อีกประมาณ 1,200 ล้านบาท จะใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจต่อเนื่อง คือ ปิโตรเคมี ซึ่งตลอดการลงทุน 120 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทย ปัจจัยที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในธุรกิจ คือ บุคลากรของบริษัทที่มีอยู่ประมาณ 2,600 คนในขณะนี้

ปัจจุบันธุรกิจของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัดซึ่ง เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัทเอ็กซอนโมบิล มีธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์ มีกำลังการกลั่นน้ำมัน 177,000 บาร์เรลต่อวัน , โรงงานอะโรเมติกส์ ที่มีกำลังการผลิตพาราไซลีน 500,000 ตันต่อปี ,หน่วยผลิตสารทำละลาย มีกำลังการผลิต 50,000 ตันต่อปี เครือข่ายสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกภายใต้ชื่อการค้า “เอสโซ่” ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ,และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งประกอบไปด้วยก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน/น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและยางมะตอย และผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้ชื่อการค้า “เอสโซ่” และ “โมบิล”

ตั้งเป้าขยายปั๊มปีละ 30 แห่ง

นายยอดพงศ์ สุตธรรม กรรมการและผู้จัดการการตลาดขายปลีก กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะขยายสถานีบริการแห่งใหม่เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 30 แห่ง จากปัจจุบันที่มีสถานีบริการอยู่ประมาณ 520 แห่ง โดยมียอดขายน้ำมันประมาณ 3,000 ล้านลิตรต่อปี ครองสัดส่วนการตลาดเป็นอันดับสอง รองจากปตท.และบางจากปิโตรเลียม ซึ่งในปี 2558 บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายให้ได้ประมาณ 5% เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นอันดับสองในตลาดค้าปลีกน้ำมัน

นายยอดพงศ์ กล่าวว่า ในโอกาสฉลองครบรอบ 120 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เอสโซ่ได้เปิดตัวแคมเปญทางการตลาดกว่า 30 ล้านบาท โดยจะมอบรางวัลใหญ่เป็นทองคำหนัก 120 บาท พร้อมทั้งบัตรเติมน้ำมันอีก 120 รางวัล ซึ่งแคมเปญนี้จะครอบคลุมระยะเวลาสามเดือน นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจะมีส่วนในการเพิ่มยอดขาย

ผนึกพันธมิตรเพิ่มบริการ

นอกจากนี้ยังจะเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ที่จะให้บริการที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ร้านสะดวกซื้อ อาทิ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส และ แฟมิลี่มาร์ท ร้านกาแฟ อาทิ ราบิก้า คอฟฟี่ และคาเฟ่ ดิโอโร่ รวมถึงร้านอาหาร ศูนย์บริการล้างรถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และคาร์แคร์ เป็นต้น

ปลายปีที่ผ่านมาเอสโซ่ เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ อี 20 ซึ่งเริ่มช้ากว่าคู่แข่ง ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดตกลงมาอยู่อันดับสาม ซึ่งในปีนี้ ผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ อี20 ที่รัฐมีนโยบายสนับสนุน ได้มีการขยายไปที่สถานีบริการแล้วประมาณ 300 แห่ง และในปีหน้าคาดว่าจะครอบคลุมมากกว่า 80% ซึ่งจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันที่จำหน่าย แก๊สโซฮอล์ อี20 ประมาณ 10 ล้านลิตรต่อเดือน หรือประมาณ 10% ของยอดขายน้ำมันกลุ่มเบนซิน ก็จะเพิ่มเป็นประมาณ 20 ล้านลิตรต่อเดือน ในปีหน้า

ปัจจุบันยอดขายของเอสโซ่ ประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นส่วนของธุรกิจค้าปลีกประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งที่ผ่านมายอดขายจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2-3% ต่อปี

หนุนยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 อี10

สำหรับแนวทางที่กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อปรับลดชนิดผลิตภัณฑ์น้ำมันในสถานีบริการลง นั้น ทางเอสโซ่ สนับสนุนแนวทางดังกล่าว และเห็นว่า ควรจะยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อี10 และเหลือแก๊สโซฮอล์ 95 อี10 เอาไว้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนบริหารของสถานีบริการลง ในขณะที่ไม่กระทบกลุ่มผู้บริโภค

ด้านนายมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทยังสนับสนุนแนวทางการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของกระทรวงพลังงาน ที่กำลังดำเนินการปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่า ทุกบริษัทที่มีโรงกลั่นน้ำมันประสบปัญหาขาดทุนสต็อก เนื่องจากในช่วงที่ต้องเก็บสต็อกน้ำมันในสัดส่วน 6% ของยอดขายนั้น ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบัน ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

น้ำมันลดราคาวันนี้

ปตท.และบางจากฯ ประกาศปรับลดราคาน้ำมันมีผลวันนี้ (8 พ.ย.) โดยแก๊สโซฮอล์ ลดลงพรุ่งนี้ 60 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้น อี85 ไม่เปลี่ยนแปลง ดีเซลลง 30 สตางค์ เป็นไปตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลง ทำให้ค่าการตลาดน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ส่วนอี 85 ไม่มีการปรับลดลงเนื่องจาก ราคาเอทานอลสูงกว่าราคาน้ำมัน ทำให้ค่าการตลาดอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

สำหรับราคาน้ำมันวันนี้ (8 พ.ย.) เขต กทม.- ปริมณฑล เป็นดังนี้เบนซิน 95: 42.26 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 35.20 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 33.18 บาทต่อลิตร E20: 31.88 บาทต่อลิตร E85: 22.88 บาทต่อลิตร ดีเซล 29.39 บาทต่อลิตร

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวในการเสวนาบทบาทกระทรวงพลังงานต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ว่า จากทิศทางระดับราคาน้ำมันดิบตลาดโลกได้ปรับตัวลดลงและมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2558 จะลดต่ำกว่าปีนี้ เป็นผลดีต่อการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ที่กระทรวงฯกำลังจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเดือนนี้แต่ที่น่าเป็นห่วงคือราคาพืชพลังงานทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลสูงกว่าราคาน้ำมัน จะเป็นอุปสรรคเรื่องการส่งเสริมพืชพลังงาน

โอเปคปรับลดคาดการณ์ใช้น้ำมัน

นายอับดุลเลาะห์ อัลบาดรี เลขาธิการกลุ่มโอเปค กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมากในขณะนี้ ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน พร้อมคาดว่าราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นในครึ่งหลังของปีหน้า

"เราวิตกแต่ไม่ตื่นตระหนก เราเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ราคาน้ำมันลดลงไปถึง 28% ซึ่งถือว่ามากเกินไป" นายอัลบาดรีกล่าว พร้อมเสริมว่าโอเปคกำลังประเมินสถานการณ์เพื่อดูว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปเช่นไร โดยกลุ่มโอเปคจะประชุมกันในวันที่ 27 พ.ย.

นายอัลบราดี คาดว่าราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นช่วงครึ่งหลังของปีหน้า แต่ไม่ทราบว่าจะปรับขึ้นมาในระดับเท่าใด พร้อมเสริมว่าการเก็งกำไรมีส่วนทำให้ราคาน้ำมันลดลง และขึ้นอยู่กับสมาชิกโอเปคว่าจะตัดสินใจรับมืออย่างไร

โอเปคคาดว่าส่วนแบ่งในตลาดน้ำมันของกลุ่มจะลดลง 5% ภายในปี 2561 เพราะการจัดหาน้ำมันจากหินน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ พร้อมประเมินว่าความต้องการน้ำมันดิบจากกลุ่มโอเปค จะลดลงจากกว่าวันละ 30 ล้านบาร์เรลเมื่อปี 2556 เหลือวันละ 28.2 ล้านบาร์เรลในปี 2560 ก่อนจะเริ่มปรับตัวขึ้นอีกครั้ง

การปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมัน ผสานกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียที่ส่งมอบเดือนธ.ค. ในตลาดสิงคโปร์ ลดลง 36 เซนต์ เหลือบาร์เรลละ 77.55 ดอลลาร์ วานนี้ (7 พ.ย.)