ทั่วโลกกว่า 700 ราย แห่บุกพม่า เร่งไทยแสวงหาโอกาสก่อนชาติอื่น
บีโอไอพม่า เผยตัวเลขนักลงทุนทั่วโลก แห่ลงทุนพม่า 783 บริษัท สิงคโปร์นำโด่ง 134 แห่ง ทุนไทยบุก 80 แห่ง แซงหน้าจีน ขณะอังกฤษ ทุนยุโรปที่ลงทุนมากสุดในพม่า หลังรัฐบาลพม่าผ่านกฎหมายใหม่ ร่างแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ แนะทุนไทยเร่งสาวเท้าแสวงโอกาสการค้า-ลงทุน ฐานเพื่อนบ้านใกล้ชิด พร้อมมองประโยชน์ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจไทยควบคู่การเติบโตเศรษฐกิจพม่า
หลังประเทศที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอย่าง พม่าเปิดประเทศ ตั้งแต่ปี 2554 ทำให้บรรดานักลงทุนจากทั่วโลกเข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ หนึ่งในนั้นคือทุนไทย ที่เข้าไปลงทุนในพม่าแล้ว 80 บริษัท
คณะกรรมการด้านการลงทุนของรัฐบาลพม่า เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทต่างชาติลงนามเพื่อทำธุรกิจในพม่าตั้งแต่ช่วงเดือน 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย บริษัทจากบริษัทสิงคโปร์ 134 แห่ง ไทย 80 แห่ง จีน 73 แห่ง และฮ่องกง 85 แห่ง ขณะที่บริษัทที่มาจากแคนาดามีจำนวน 18 แห่ง สหรัฐ 15 แห่ง ออสเตรเลีย 15 แห่ง เนเธอร์แลนด์ 10 แห่ง ฝรั่งเศส 3 แห่ง และเยอรมนี 2 แห่ง
ในส่วนของบริษัทอังกฤษ ถึงปัจจุบันถือเป็นบริษัทที่ให้ความสนลงทุนในพม่ามากที่สุดในบรรดาธุรกิจจากยุโรป ด้วยจำนวนธุรกิจ 75 แห่งที่เข้าไปดำเนินธุรกิจในพม่า
ทั้งนี้ พม่ากำลังอยู่ในช่วงของการปฏิรูปเศรษฐกิจ และได้ดำเนินการเคลื่อนไหวหลายอย่างเพื่อดึงดูดการลงทุนหลังจากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ถือเป็นการปิดฉากการปกครองแบบทหารที่ดำเนินมานาน 49 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้พม่าจะมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย รวมถึงไม้สัก น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอัญมณี แต่การลงทุนในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศดำเนินไปอย่างจำกัด เพราะชาติตะวันตกพากันคว่ำบาตร ประกอบกับมีความวิตกเกี่ยวกับการเข้าไปทำธุรกิจในประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่มั่นคง
เกือบ 800 รายแห่เข้าลงทุน
รายงานข่าวระบุว่า บริษัทรายใหญ่ของเอเชีย อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) และกลุ่มปตท.ของไทย บริษัทโยมาสแตรทเตอจิกโฮลดิงส์ ของสิงคโปร์ บริษัทมิตซูบิชิและมารุเบนิ จากญี่ปุ่น อยู่ในกลุ่มแรกๆ ที่เคลื่อนไหวเข้าไปตั้งสาขาในท้องถิ่นที่พม่า
คณะกรรมการด้านการลงทุนของพม่า ระบุว่า มีธุรกิจจากญี่ปุ่นเข้าไปจดทะเบียนทำธุรกิจ 51 แห่ง จากเกาหลีใต้ 100 แห่ง และจากมาเลเซีย 50 แห่ง ทำให้ในปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในรูปการลงทุนจากต่างชาติมีจำนวน 783 แห่งในพม่า
ค่าย "มือถือ-เครื่องดื่ม" รุกพม่า
สำหรับการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติตะวันตกเริ่มไหลเข้าไปในพม่า หลังจากมีการผ่านกฎหมายใหม่ๆ และมีการร่างแผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โดยบริษัทอย่างโคคา-โคลา ยัมแบรนด์ส และเป๊ปซี่ ต้องการเจาะตลาดที่มีผู้บริโภคกว่า 50 ล้านคน ขณะที่บริษัทอย่างเทเลนอร์ ของนอร์เวย์ และโอเรดู ของกาตาร์ได้เริ่มให้บริการโทรศัพท์มือถือในพม่าปีนี้
เมื่อเดือนก.ย. พม่าได้ปรับตัวเลขคาดหมายการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) จากต่างประเทศเป็นกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับปีงบประมาณที่เริ่มต้นเมื่อเดือนเม.ย. ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเพิ่มขึ้น "15 เท่า" จากยุคสุดท้ายที่พม่าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเมื่อปี 2552-2553
แม้สหรัฐและสหภาพยุโรปได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่บริษัทหลายแห่ง ยังมีท่าทีระมัดระวังที่จะเข้าไปลงทุนเพราะวิตกเกี่ยวกับการทุจริต ความไม่แน่นอนทางกฎหมาย และความเสียหายทางชื่อเสียงที่อาจเกิดขึ้นหากเข้าเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลที่อยู่ในบัญชีดำของชาติตะวันตก
นายเกรกอรี มิลเลอร์ ผู้บริหารบริษัทเมียนมาร์ แคปิตอล พาร์ทเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่เน้นการลงทุนในพม่า กล่าวว่า บริษัทเอเชียปรับตัวเข้ากับแนวทางการดำเนินธุรกิจในพม่าได้ดีกว่าบริษัทตะวันตก
"ซูจี"ยอมรับปฏิรูปชะงัก
นางออง ซาน ซูจี แกนนำฝ่ายค้านพม่า กล่าวว่า เธอเชื่อว่าสหรัฐและมหาอำนาจชาติอื่นๆ จะจริงจังที่จะเห็นการปฏิรูปด้านต่างๆ ในพม่า แต่สหรัฐฯ มองโลกแง่ดีเกินไปว่าจะมีความคืบหน้า
"หากประเทศต่างๆ ศึกษาสถานการณ์ในพม่าก็จะทราบว่ากระบวนการปฏิรูปเริ่มชะงักงันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จริงๆ แล้วดิฉันอยากจะถามผู้ที่พูดเกี่ยวกับกระบวนการปฏิรูปว่ามีก้าวย่างการปฏิรูปที่สำคัญอย่างใด เกิดขึ้นบ้างในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา" นางซูจี ระบุ
คำเตือนของนางซูจีมีขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ และผู้นำคนอื่นๆ จะเดินทางไปพม่าเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน
สภาธุรกิจพม่าฯจี้เร่งไทยเร่งหาโอกาส
นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวการลงทุนจากเอเชียไปสู่พม่าที่มีอัตราสูงขึ้นนั้น ถือว่าเป็นกระแสที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จากการตื่นตัวการลงทุนตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา หลังจากพม่าหันมาใช้นโยบายเปิดประเทศมากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย นำไปสู่การขยายโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายธุรกิจ และยังเชื่อว่าความต้องการลงทุนในพม่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายปีจากนี้ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่จะต้องเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น สิ่งที่นักธุรกิจไทยจะต้องจะต้องเร่งดำเนินการ ไม่เพียงแค่การตื่นตัวขยายการลงทุนเข้าไปแสวงหาโอกาสในพม่าเท่านั้น แต่ควรเร่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย เพื่อให้เติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจของพม่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดด้านพรมแดนที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน
“นักลงทุนมองไว้อยู่แล้วว่าเมื่อพม่าเปิดประเทศ นักลงทุนต่างชาติก็จะแห่เข้าไป แต่สิ่งที่เราต้องรู้คือจะสร้างโอกาสให้กับประเทศไทยอย่างไรในอนาคต ซึ่งมีช่องว่างความต้องการอยู่ เราจะเข้าไปตักตวงโอกาสได้อย่างไร “ นายปณิธาน กล่าว
ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมาร์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพม่าถือว่าไทยมีความใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพม่า จึงมองเห็นไทยเป็นเพื่อนสนิท ที่น่าไว้วางใจในการคบค้าและร่วมทุนทำธุรกิจ เนื่องมาจากไทยเคยให้ความช่วยเหลือเมื่อครั้งที่พม่าประสบภัยพิบัติธรรมชาติจากพายุนากรีส ดังนั้นแม้ในช่วงนี้พม่าจะเนื้อหอม เป็นที่หมายปองจากนักธุรกิจและนักลงทุนข้ามทวีป ทั้งยุโรป สหรัฐ และในเอเชีย แต่เห็นว่าอย่างไรพม่าก็ยังให้ความไว้วางใจไทยมากกว่าอีกหลายประเทศ เพราะรู้จักกันมายาวนาน ไทยจึงควรใช้ความได้เปรียบจากความสนิทสนม สร้างความไว้ใจ พัฒนาโอกาสทั้งภาคการตลาดและการลงทุนในพม่า









