วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ลงทุนรัฐ-ส่งออก'ชะลอ

ธปท.เล็งหั่นจีดีพีปีนี้-เหตุเศรษฐกิจโลกโตต่ำคาด "โฆสิต" ห่วงหนี้ครัวเรือนพุ่ง

แบงก์ชาติ ยอมรับอาจปรับลดจีดีพีลงอีก หลังพบลงทุนภาครัฐ-การส่งออกปีนี้ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ด้าน"โฆสิต" เตือนรัฐอย่าใช้การบริโภคกระตุ้นเศรษฐกิจ ห่วงหนี้ครัวเรือนเพิ่ม จำกัดการเติบโตภายในประเทศ ขณะที่มติ"กนง." 6 ต่อ 1 คงดอกเบี้ย 2% เชื่อนโยบายการเงินไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ หนึ่งเสียงเสนอลด 0.25%หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ มั่นใจ“บีโอเจ-อีซีบี” ผ่อนคลายนโยบายการเงินไม่กระทบไทย เชื่อ“แครี่เทรด”มีน้อย

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวานนี้ (5 พ.ย.) ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 7 ในรอบปี 2558 มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2%

มติดังกล่าวถือเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ติดต่อกัน ส่วนกนง. 1 เสียง มีความเห็นว่า ควรลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อช่วยเพิ่มแรกกระตุ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกสำหรับ กนง. ใหม่ทั้ง 4 คน ได้แก่ นายจำลอง อติกุล นายปรเมธี วิมลศิริ นายวิรไท สันติประภพ และ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ดอกเบี้ยไม่เป็นอุปสรรคศก.

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่าสาเหตุที่ กนง. มีมติให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 2% เนื่องจาก เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในปีหน้า นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบัน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และสอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว

กนง.ได้แสดงความเป็นห่วงถึงปัจจัยเสี่ยงที่มีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น จากทั้งสภาวะเศรษฐกิจโลก และความรวดเร็วของการดำเนินการลงทุนภาครัฐ ส่วนกนง.1คน เสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

จ่อปรับลด‘จีดีพี’ลงอีก

ทั้งนี้กนง.ยังมีความเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 มีแนวโน้มขยายตัวน้อยกว่าที่เคยประเมิน จากอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ต่ำกว่าคาด และการส่งออกที่อ่อนแอ

“ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอลงกว่าที่คาด จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะปรับลดตัวเลข คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าลง ในส่วนของการส่งออกก็มีความเป็นไปได้ว่าจะติดลบ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับว่าช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะก่อนจะถึงวันที่มีแถลงรายงานนโยบายการเงิน อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ได้”นายเมธี กล่าว

นอกจากนี้ กนง.ยังคาดว่า การส่งออกจะกระเตื้องขึ้นในปีหน้า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มสูงกว่าปีนี้ รวมทั้งเศรษฐกิจควรได้รับการขับเคลื่อนจากการลงทุนภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นให้การลงทุนภาคเอกชนทยอยตามมา

รายงานนโยบายการเงินของ ธปท. ครั้งล่าสุดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.5% ส่วนการส่งออกประเมินว่าจะไม่เติบโตเลย หรือเติบโต 0% ส่วนปีหน้าประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 4.8% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะเติบโตที่ 4% โดยการแถลงรายงานนโยบายการเงินครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 26 ธ.ค.2557

ลุ้นลงทุนรัฐเป็นไปตามแผน

สำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการซ่อมสร้างตามพื้นที่ต่างจังหวัด ที่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น นายเมธี กล่าวว่า ถ้าทำได้ตามที่รัฐบาลวางเอาไว้ก็คงมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก แต่ภาพรวมยังไม่สามารถชดเชยกับส่วนอื่นๆ รวมทั้งการส่งออกที่ปรับลดลงได้ อีกทั้งการเบิกจ่ายของภาครัฐก็ยังไปเป็นค่อนข้างล่าช้ากว่าที่คาด

“การลงทุนภาครัฐ ยอมรับว่ามีโอกาสล่าช้ากว่าที่คาด แต่ถ้าทำได้ตามแผนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ดังนั้นถ้าการลงทุนภาครัฐมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชน ทำให้เขาตัดสินใจเรื่องการลงทุนได้ชัดเจนขึ้นว่าควรจะทำอะไรบ้าง และเมื่อไหร่”นายเมธีกล่าว

เศรษฐกิจโลกโตต่ำคาด

นายเมธี กล่าวว่าในส่วนของเศรษฐกิจโลก ภาพรวมขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ มีความแตกต่างระหว่างภูมิภาคมากขึ้น โดยเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มยูโรและญี่ปุ่นยังอ่อนแอ มีความเสี่ยงที่อัตราการขยายตัวจะชะลอลงอีก ส่วนเศรษฐกิจจีน และเอเชียมีแนวโน้มชะลอลงเล็กน้อย

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่เริ่มมีความแตกต่างกันนั้น นายเมธี เชื่อว่า ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยคงไม่ได้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนได้เห็นสัญญาณความแตกต่างนี้ มาตั้งแต่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในครั้งก่อนหน้าแล้ว ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าผลของการผ่อนคลายนโยบายการเงินจากทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไม่ได้มีผลต่อประเทศไทยมากด้วย

“เข้าใจว่าผลของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ของบีโอเจ) อาจไม่กระทบเรามากเท่าไร ส่วนของสหรัฐฯ ก็จบไปแล้ว รอแค่เมื่อไหร่เขาจะขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นช่วงนี้ความผันผวนแรงๆ อาจไม่เกิดขึ้น ถ้าจะผันผวนอีกครั้ง คงเป็นช่วงที่มีการขยับกันแรงๆ มากกว่านี้” นายเมธี กล่าว

มั่นใจไม่เกิด"เยนแครี่เทรด"

นายเมธี ยังเชื่อว่า การที่บีโอเจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม รวมทั้งอีซีบีถ้าจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มในอนาคต คงไม่เกิดการนำเงินเยนหรือยูโรที่มีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่ามาลงทุนในประเทศไทย (แครี่เทรด) ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า เพราะจากพฤติกรรมในอดีตพบว่าเงินของกลุ่มประเทศเหล่านี้มักไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องนี้ ธปท. จึงไม่ได้ห่วงมากนัก

"การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงนี้ เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศเผชิญกัน ถือเป็นการปรับตัวของตลาด ดังนั้นเราคงไม่เข้าไปทำอะไรมาก และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเองก็ถือว่าสอดคล้องกับประเทศอื่นในภูมิภาค" นายเมธี กล่าว

ไม่ห่วงทุนเคลื่อนย้ายย้ำมีแผนรับมือ

สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้าย เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ในการประชุมครั้งนี้ กนง. ไม่ได้กังวลกับสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในอนาคตมากนัก เพราะเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจยังมีทิศทางการเติบโตน้อยกว่าที่คาด แต่ปีหน้าการเติบโตยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนเองก็คงจะเห็นโอกาสการเติบโต การไหลออกของเงินทุนจึงไม่คิดว่าจะมีมากนัก

นายเมธี กล่าวว่าในส่วนของแผนรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการว่า อัตราแลกเปลี่ยนในระยะข้างหน้าอาจมีความผันผวนอยู่บ้างจึงแนะนำให้ป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ ประกอบกับที่ผ่านมา ธปท. ก็มีเครื่องมือในการช่วยดูแล และพยายามทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินไม่มีความผันผวนที่มากเกินไป

ไม่ควรใช้การบริโภคกระตุ้นศก.

ด้านนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ช่วงปลายปีนี้สัญญาณเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น โดยมองเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5% ส่วนปี 2558 จะขยายตัวได้ในระดับ 3-4% จากฐานที่ต่ำในปีนี้และการลงทุนภาครัฐ ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ความคาดหวังว่า จะใช้การบริโภคมากระตุ้นเศรษฐกิจอาจทำได้ยาก ด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้นภาครัฐไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการบริโภค ซึ่งเป็นตัวอย่างความผิดพลาดเหมือนในอดีต ทั้งโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงการผลักดันโครงการรถคันแรก และบ้านหลังแรก ที่ทำให้ประชาชนต้องก่อหนี้เพิ่ม และเป็นสาเหตุให้หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง

ส่วนทิศทางดอกเบี้ยในขณะนี้ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน

“การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจากนี้ไป จะไม่สามารถเติบโตได้ อย่างจำกัดการบริโภคเอกชน ก็จำกัดเพราะหนี้ครัวเรือน ทำให้ภาคเอกชนรายใหญ่ที่มีเงินทุนต่างก็หันออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มความสะดวกและทำให้ต้นทุนถูกลง ต่างประเทศที่เข้ามา ก็จะมีต้นทุนที่ถูกเท่ากับผู้ประกอบการไทย แต่ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น ตราบใดที่ยังไม่มีการพัฒนาความรู้และขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง”