ปตท.ปรับลงทุน5ปีลุย "แอลเอ็นจี" เฟส2 ชงกพช.เดือนพ.ย.นี้ปรับโครงสร้างก๊าซ-น้ำมันทั้งระบบ
ปตท.ยันอุ้มก๊าซขาดทุนหน้าโรงแยกกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี เล็งปรับแผนลงทุนระยะ 5 ปีใหม่ ลุยสร้างคลังรับก๊าซแอลเอ็นจีเฟส 2 “ณรงค์ชัย”จ่อเสนอ กพช. เดือนพ.ย.นี้ ปรับโครงสร้างน้ำมัน ก๊าซ ให้กลุ่มผู้ใช้เบนซินและแก๊สโซฮอล์ได้ประโยชน์มากขึ้น
นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.เตรียมแผนลงทุนระยะสั้น 5 ปี (2558-2562) ด้วยงบประมาณที่ใกล้เคียงกับช่วง 5 ปีที่ผ่านมาประมาณ 3.72 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะนำมาขยายการลงทุนสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 4 และเส้นที่ 5 พร้อมทั้งสร้างคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) เฟส2 อีก 5 ล้านตัน ซึ่งจะเสร็จในปี 2560 รวมทั้งใช้ลงทุนในต่างประเทศด้านลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯในไทยที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
"เม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยขนาดไหนต้องดูภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งที่จะต้องลงทุนเพิ่มขึ้นคือการนำเข้าก๊าซฯรองรับปัญหาก๊าซฯในประเทศลดน้อยลงและยังปรับแผนเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศด้วย แต่การลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์เวียดนาม 22,000 ล้านดอลลาร์ยังไม่ได้รวมอยู่ในการปรับแผนลงทุนครั้งนี้ เพราะต้องรอการตอบรับที่ชัดเจนจากรัฐบาลเวียดนามที่คาดว่าจะทราบได้ในไตรมาส 3 ปี 2558"
ส่วนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซในประเทศของรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการปรับขึ้นราคาในส่วนของผู้ใช้เท่านั้น ขณะที่ด้านการผลิตไม่ได้ปรับขึ้นให้แต่อย่างใด โดยปัจจุบัน ปตท.ขาดทุนถึงปีละ 1 หมื่นล้านบาทจากการผลิตแอลพีจีที่โรงแยกก๊าซให้ภาคครัวเรือนและขนส่งในประเทศได้ใช้ เนื่องจากโรงแยกก๊าซฯถูกควบคุมราคาขายไว้ที่ 330 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาก๊าซฯในตลาดโลกปัจจุบันอยู่สูงกว่าที่ 605 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งภาครัฐควบคุมราคาดังกล่าวมากว่า 10 ปีแล้ว
สำหรับเอ็นจีวีที่ภาครัฐควบคุมราคาอยู่นั้น ปัจจุบันปตท.ขายขาดทุนอยู่ในราคา 11.50 บาทต่อกิโลกรัม โดยต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ 16 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งทำให้แต่ละปีปตท.ขาดทุนจากการขายเอ็นจีวีถึง 1.8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามแม้ภาครัฐจะปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีไปแล้ว 1 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อเดือนต.ค. 2557 และทำให้ราคาเอ็นจีวีมาอยู่ที่ 11.50 บาทต่อกิโลกรัมแล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อมาพิจารณาจะพบว่าช่วยลดภาระขาดทุนของปตท.ได้เพียง 500 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในเดือนพ.ย.2557 นี้ โดยจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนราคาตามโครงสร้างราคาใหม่ทั้งน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในเดือนธ.ค. 2557 ทันที ทั้งนี้ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ จะเป็นกลุ่มผู้ที่จะได้รับประโยชน์คือ ส่วนกลุ่มที่อาจต้องถูกปรับขึ้นราคาบ้างเล็กน้อย คือ กลุ่มผู้ใช้ดีเซลและก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งและครัวเรือน และเอ็นจีวี
สำหรับราคาน้ำมันนั้น จะเสนอ กพช. เป็นหลักการไว้ว่า ผู้ใช้น้ำมันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะภาษีน้ำมันที่ปัจจุบันเก็บต่ำมากเพียง 75 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่เบนซินและแก๊สโซฮอล์ถูกเก็บประมาณ 4-5 บาทต่อลิตร ดังนั้นจะต้องปรับให้มาใกล้เคียงกัน
ส่วนโครงสร้างราคาแอลพีจีนั้น จะค่อยๆปรับราคาขึ้น โดยราคาสูงสุดที่จะปรับขึ้นนั้นขณะนี้กำลังพิจารณาอยู่ แต่เบื้องต้นเห็นว่าควรเป็นราคาเฉลี่ยต้นทุนของโรงแยกก๊าซ โรงกลั่นและราคานำเข้า









