วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"Craft Villa" พื้นที่ 'โอกาส' สินค้าหัตถกรรม

ผลิตภัณฑ์ทำมือคุณค่าจับจิต ทว่าของดีงามแต่ไม่มีตลาดก็คงไปได้ไม่กี่น้ำ ติดตามโมเดลเชื่อมโอกาสฉบับ Craft Villa

สถานที่เที่ยวสุดชิค สไตล์อเมริกัน-อิงลิชคันทรี ตั้งตระหง่านอยู่ใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มีชื่อเก๋ๆ ว่า “พันธ์สุข ฟู้ดส์แอนด์ฟาร์ม” (1,000 Sook)

ที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของนักท่องเที่ยว หากทว่ายังเป็นหนึ่งในสิบร้านค้า ที่ตั้งของ “Craft Villa” แหล่งรวมสุดยอดงานหัตถกรรมคูลๆ ภายใต้โครงการส่งเสริมร้านค้าหัตถศิลป์ไทย (Craft Shop Promotion and Networking) โดยพันธมิตร 3 ฝ่าย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ผู้ผลิตและร้านค้า

“ปัจจุบันงานหัตถกรรมของไทยเป็นที่ยอมรับของชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น มีมูลค่าหมายหมื่นล้านบาทต่อปี เป็นสินค้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของคนไทยที่จะบอกเล่ามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า แต่ใช่ว่าสินค้าหัตถกรรมจะไม่ประสบปัญหาในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการตลาดและช่องทางจัดจำหน่าย”

คำของ “พงศ์วัฒนา เจริญมายุ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบริหาร ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. หน่วยงานส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทย ที่กล่าวไว้ในงานเปิดตัว “Craft Villa” แหล่งรวมสุดยอดงานคราฟท์จากทั่วไทย ณ พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม พิกัดแรกของโครงการเชื่อมโอกาส

เขาสะท้อนโจทย์ยากของการทำธุรกิจแฮนด์เมด หลังทำงานคลุกวงในกับผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรมตลอดที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกประมาณ 1,000 ราย และยังดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องประมาณ 500 ราย ทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับความต้องการของตลาด พัฒนาทักษะการทำธุรกิจ นำผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดผ่านการจัดงานแสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเปิดจุดจำหน่ายสินค้าในประเทศ ซึ่งความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริมร้านค้าหัตถกรรม ก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ ที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและร้านค้าอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเบื้องต้นมีร้านค้าพันธมิตร จำนวน 10 แห่ง อาทิ พันธ์สุข ฟู้ดส์แอนด์ฟาร์ม เพชรบุรี ดาษดาแกลอรี่ ปราจีนบุรี ร้านลูกโดด ชอป ชลบุรี ร้าน บุษบา ตลาดน้ำอโยธยา ไร่กำนันจุล เพชรบูรณ์ และคีรีไหมไทย@เอเชียทีค กทม. เป็นต้น

โมเดลความร่วมมือที่มองถึงปลายทางที่ยั่งยืน พวกเขาเริ่มจากเห็นปัญหาของผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม ที่ยังไม่โดนใจตลาด ยอดขายน้อย ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง ผลิตสินค้าดีงาม แต่ก็ไม่รู้จะไปขายที่ไหน ขณะร้านค้าที่อยากจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม ก็ยังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยทันสมัย ไม่ดึงดูดใจขาช้อป เจ้าของยังขาดความรู้ในการบริหารจัดการ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนขาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้ผลิต ไม่รู้จะไปสรรหางานหัตถกรรมดีๆ มาจากที่ไหน ให้เป็นหน้าเป็นตาของร้าน

ศ.ศ.ป. เลยทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกลางเชื่อมผู้ผลิตและร้านค้า เริ่มจากจัดกิจกรรมดึงผู้ประกอบการงานคราฟท์ที่คัดสรรมาแล้วว่าโดดเด่น มีเอกลักษณ์ จำนวน 30 ร้าน ให้มาเจอกับร้านค้า โดยที่สินค้าเจ้าไหนจะผ่าน ไม่ใช่การคัดเลือกของ ศ.ศ.ป. แต่คือการตัดสินใจของร้านค้านั้นๆ วิธีการนี้จะทำให้ร้านค้ามีสินค้าที่ดีตรงกับความต้องการและคอนเซ็ปต์ของร้าน และแม้แต่ผู้ผลิตเองก็จะได้ปรับพัฒนารูปแบบสินค้าของตนเองให้เหมาะสมกับร้านค้าพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการด้วย

ศ.ศ.ป.ไม่ได้จ่ายค่าเช่าพื้นที่ แต่โมเดลการแลกเปลี่ยนที่ “วิน-วิน” ก็คือ ช่วยปรับปรุงพัฒนาภาพลักษณ์ของร้านค้าให้น่าสนใจขึ้น พัฒนาสินค้า การจัดดีสเพลย์สินค้า การส่งเสริมการขาย ตลอดจนพัฒนาสื่อการขาย และการประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม เพื่อปิดจุดอ่อนของร้านค้าที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ในมุมมองของ “พันธ์สุข” การมาถึงของ “Craft Villa” ก็คือโอกาสที่พวกเขาจะได้เข้าถึงสินค้าหัตถกรรมดีๆ มากยิ่งขึ้น และได้เกื้อหนุนผู้ผลิตสินค้าของไทย ตามจุดยืนในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้น

“ที่พันธ์สุข เราจะคัดเลือกสินค้าดีๆ จากแต่ละที่ มาวางขายที่นี่ และบริหารเองทั้งหมด ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เช่า ซึ่งสินค้ามีทั้งที่เราผลิตเอง และฝากขาย สำหรับสินค้าที่ฝากขาย เราจะไม่มีการเก็บค่าเช่า แต่มีค่าบริหารจัดการ แต่จะเก็บก็ต่อเมื่อเขาขายได้ครบ 1 หมื่นบาทต่อเดือนแล้ว ถึงจะเก็บค่าบริหารที่ 1 พันบาท เพราะคิดว่า มีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายได้ แต่ถ้าไม่ถึง ก็ไม่เก็บ”

“สมสุข ทรัพย์อัประไมย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พันธ์สุข 2008 จำกัด เจ้าของโครงการ พันธ์สุข ฟู้ด แอนด์ ฟาร์ม บอกคอนเซ็ปต์ของการทำธุรกิจแบบพันธ์สุข ที่ย้ำว่า เข้าใจหัวอกผู้ผลิต จึงไม่อยากเดินตามวิถีห้างใหญ่ ซึ่งเรียกค่าแรกเข้าแพงๆ ค่าเช่าสูงลิ่ว โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่า สินค้าจะขายได้หรือไม่ และเมื่อไรที่ขายไม่ได้ ก็มีแต่จะรีบขับของจากร้าน ขณะที่พันธ์สุข ถ้าสินค้าตัวไหนเริ่มขายยาก หรือใกล้หมดอายุ พวกเขาก็จะนำมาจัดโปรโมชั่น เพื่อกระตุ้นการขาย แม้จะทำกำไรแทบไม่ได้เลยจากสินค้านั้นๆ แต่ก็เลือกทำเพื่อให้มีเงินหมุนวนกลับไปยังผู้ผลิต ให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้

“ผมก็เคยทำร้านค้า และไปเช่าเขาอยู่เหมือนกัน เลยเห็นว่า ทำอย่างนั้นเหมือนเอาเปรียบกันมากเกินไป ขายไม่ได้แล้วยังไปเก็บเงินเขาอีก ผมว่า สินค้าอาจต้องใช้เวลานิดหนึ่ง และเราเองก็เพิ่งเปิดใหม่ด้วย ฉะนั้นต้องร่วมมือไปด้วยกัน เพราะเขาอยู่ได้ เราอยู่ได้ ไม่ใช่เราอยู่ได้คนเดียว ได้ค่าเช่า แต่ว่าผู้ที่มาเช่าอยู่ไมได้ เราก็ทำไม่ลง”

ขณะสินค้าที่ผลิตเอง ก็ไม่ได้เน้นแค่ของดี มีคุณภาพ ทว่ายังรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีแต่จะเลือนหายไป อย่างการทำขนมหม้อแกงอบเตาถ่าน การสาธิตทำขนมไทยโบราณให้ผู้คนที่แวะมาได้เรียนรู้ ตลอดจนเกื้อหนุนผู้ผลิตในท้องถิ่น อย่างฤดูน้ำตาลโตนดในเดือนหน้า เขาบอกว่า เตรียมชวนผู้ผลิตในพื้นที่ ให้มาสาธิตการทำและวางขายที่พันธ์สุข แบ่งรายได้กลับสู่ชุมชน

“มุมมองการทำธุรกิจ ผมว่าสิ่งแรกเลยคือ เราต้องจริงใจและซื่อสัตย์ ทั้งกับ ลูกค้า และผู้ร่วมค้า เพราะถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์ เวลาขายดี ซี้ซั๊วทำไป แล้วผลที่ตอบรับกลับมามันไม่ดี เกิดการบอกปากต่อปาก ลูกค้าก็จะไม่กลับมาอีก ขณะผู้ร่วมค้าก็ไม่อยากร่วมงานกับเรา และเราก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้นทำธุรกิจต้องเน้นคุณภาพ และซื่อสัตย์ จึงจะยั่งยืนได้”

เช่นเดียวกับ “สุชฎา คล่องนักรบ” เจ้าของแบรนด์ มาฆะดีไซน์ ผลิตภัณฑ์ทำมือที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชั่น ดีไซน์ และ “รักษ์โลก” ด้วยการใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ หนึ่งในผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการครั้งนี้

เธอบอกไอเดียของการทำธุรกิจที่ไม่เลือกอยู่ตัวคนเดียว แต่ร่วมในห่วงโซ่แห่งความเกื้อกูล เพื่อความยั่งยืนและอยู่รอด

“เป็นผู้ประกอบการคอนเนคชั่นสำคัญมาก สมมติคุณสร้างเว็บไซต์หนึ่งขึ้นมา แล้วเอาสินค้าหลายๆ แบรนด์ มาไว้รวมกัน โอกาสได้ลูกค้าก็จะง่ายกว่าการขายสินค้าของคุณคนเดียว อย่าง คุณขายกระเป๋า แต่ลูกค้าอยากได้ไดอารี่ เราไม่มี แต่มีเพื่อนที่ขายไดอารี่อยู่ ลูกค้าก็ได้สินค้ากลับไป หรือ เพื่อนที่ขายไดอารี่ แต่มีลูกค้าอยากได้กระเป๋า ก็ส่งลูกค้ากลับมาให้เรา ก็ไม่มีใครเสียลูกค้าไป นี่เป็นวิธีคิด เพราะทำธุรกิจวันนี้ ตัวคนเดียวไม่ได้”

นี่คือความคิดของการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่อยู่ร่วมกันได้ด้วยโมเดลเกื้อกูล ทั้ง ผู้สนับสนุน ผู้ผลิต และร้านค้า