รมต.เศรษฐกิจญี่ปุ่น ระบุหากจีดีพีไตรมาส 3 อ่อนแรง รัฐบาลควรจัดทำมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม
รมต.เศรษฐกิจญี่ปุ่น ระบุหากจีดีพีไตรมาส 3 อ่อนแรง รัฐบาลควรจัดทำมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีการขาย ช่วยพยุงเศรษฐกิจอีกทางหลังบีโอเจเพิ่งขยายมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์
สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานว่า นายอากิระ อามาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลควรจัดทำมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมเพื่อหนุนนำสภาพเศรษฐกิจ หากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ซึ่งจะรายงานในวันที่ 17 พ.ย. ออกมาไม่ดี
นายอามาริกล่าวด้วยว่า ควรจัดทำมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม ไม่ว่านายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ จะตัดสินใจภายในสิ้นปีนี้ ว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษีการขายอีกครั้งหรือไม่ โดยการขึ้นภาษีดังกล่าวมีกำหนดในปีหน้า เพื่อนำเงินไปชำระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลของประเทศ
นายอามาริกล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมควรเน้นไปที่การกระตุ้นการบริโภคส่วนบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและครอบครัวที่มีลูก ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขึ้นภาษีเมื่อเดือนเม.ย.เป็น 8% จากเดิม 5%
รัฐบาลมีแผนจะขึ้นภาษีเป็น 10% ในเดือนต.ค.ปีหน้า แต่การขึ้นภาษีเมื่อเดือนเม.ย.ทำให้เศรษฐกิจซบเซาที่สุด ตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดวิกฤติการเงินโลกปี 2551 โดยการขึ้นภาษีการขายทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ หดตัวไป 7.1% และการฟื้นตัวที่อ่อนแอทำให้หลายฝ่ายไม่แน่ใจว่าจะมีการขึ้นภาษีอีกหรือไม่
นายอามาริชี้ว่า ภาคเอกชนบางรายคาดหมายว่าจีดีพีไตรมาส 2 จะโตไม่ถึง 2% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะโตได้ถึง 4%
การแสดงความเห็นของนายอามาริมีขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ออกมาเคลื่อนไหวจนสร้างความประหลาดใจแก่หลายฝ่าย ด้วยการขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงิน จนก่อให้เกิดการคาดหมายว่านายอาเบะอาจเดินหน้าขึ้นภาษีในเดือนต.ค.ปีหน้า หากมีการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อชดเชยความเจ็บปวดจากการขึ้นภาษี โดยคาดว่านายอาเบะจะตัดสินใจว่าจะขึ้นภาษีหรือไม่ หลังจากมีการรายงานตัวเลขทบทวนจีดีพีไตรมาส 3 ออกมาในวันที่ 8 ธ.ค.
ทั้งนี้ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจ กล่าวถึงการขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประกาศไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า เป็นสิ่งจำเป็นในการประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังแก้ปัญหาเงินฝืด พร้อมเสริมว่าบีโอเจไม่ลังเลที่จะเคลื่อนไหวเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น
บีโอเจกล่าวว่า จะเพิ่มการเข้าซื้อสินทรัพย์อีก 20 ล้านล้านเยน เป็นปีละ 80 ล้านล้านเยน ถือเป็นการเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติม จากแผนการเดิมที่ประกาศไปเมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว อันเป็นเสาหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก
การตัดสินใจของบีโอเจสะท้อนว่า เศรษฐกิจของสหรัฐกับญี่ปุ่นอยู่ในสภาพแตกต่างกันมาก เพราะธนาคารกลางสหรัฐเพิ่งยุติการเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ดำเนินมา 6 ปี และมีแผนที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.5% ในไตรมาสเดือนก.ค.-ก..ย. ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว 7.1% ในไตรมาส 2 จนทำให้หลายฝ่ายวิตกว่า จีดีพีไตรมาส 3 อาจติดลบอีก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำให้ญี่ปุ่นตกสู่ภาวะถดถอยในทางเทคนิค
บีโอเจยอมรับว่าการขึ้นภาษีการขาย ทำให้เป้าหมายของการแก้ปัญหาเงินฝืดและทำให้เงินเฟ้อขึ้นถึง 2% ภายในปีหน้า ต้องเผชิญปัญหา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจขยายการเข้าซื้อสินทรัพย์
ทั้งนี้ แม้ราคาสินค้าและอื่นๆ ที่ลดลง ฟังดูเป็นสิ่งดี แต่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อสินค้าและสิ่งของต่างๆ ออกไป เพราะหวังว่าราคาจะลดลงอีก ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตและแผนการขยายธุรกิจ สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นพิเศษมูลค่า 3-4 ล้านล้านเยนเพื่อรับมือกับภาวะซบเซา









