(สัมภาษณ์พิเศษ) "ครึ่งทาง" แผน 10 ปีเบทาโกร ดันยอดขายทะลุ8หมื่นล.ปีนี้
ภายใต้แผนธุรกิจในระยะ 10 ปี (2553-2563) ของเครือเบทาโกร อีกหนึ่งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูปรายใหญ่ของไทย เป็นรองก็แต่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) จากระดับยอดขายในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
"วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จนถึงวันนี้ เดินมา "เกือบจะครึ่งทาง" ของแผน ถือว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามเป้าหมาย ในการขยับยอดขายทั้งในและต่างประเทศจาก 6 หมื่นกว่าล้านบาทในปี 2553 เป็น 1.4 แสนล้านบาท ในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้นกว่า "สองเท่าตัว"
ประเมินจากยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่า จะอยู่ที่ระดับ 8 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 15% "มากกว่า" การขยายตัวของตลาดรวมที่ 4-5% ภายใต้ภาวะตลาดที่ไม่ปกติ จากกำลังซื้อซบเซา
โดยใน 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) ยอดขายเติบโต 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้ตลาดในประเทศยอดขายจะชะลอตัว แต่ยังมียอดขายจากตลาดส่งออกบางตลาดที่ค่อนข้างเติบโตดี โดยเฉพาะตลาดกัมพูชา ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และตลาดส่งออกหลักในญี่ปุ่น ยุโรป ที่ยังเติบโต แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะฟื้นตัวไม่ดีนัก
“เราคิดว่าจะทำได้ตามแผน ประเมินจากขนาดตลาดอุตสาหกรรมอาหาร ปศุสัตว์ของไทย และโอกาสทางการตลาด ตลอดจนการลงทุนต่อเนื่อง ทั้งฟาร์ม โรงงาน ช่องทางการจัดจำหน่าย ไม่ต่ำกว่า 3-4 พันล้านบาทต่อปี ที่ผ่านมาเราอยู่ในจุดที่ค่อนข้างดีมาตลอด" บอสใหญ่เบทาโกร เชื่อเช่นนั้น
โดยเขาระบุว่า แม้จะกำหนดแผนธุรกิจในระยะยาว แต่ที่ผ่านมาได้ "ปรับแผน" ให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของกลยุทธ์การทำตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล การส่งออกที่ต้องรับมือกับอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน เศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้บริษัทพยายามนำข้อมูลภายนอกมาวิเคราะห์ เพื่อช่วยในการตัดสินใจ รวมทั้งการพัฒนาเรื่องเทคนิคการจัดการธุรกิจใหม่ๆ พร้อมไปกับการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะเอื้อต่อการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
"วันนี้จุดแข็งสำคัญของเบทาโกร ที่เติบโตได้ เพราะมีพนักงานกว่า 2.4 หมื่นชีวิต ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กร รวมทั้งผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นและเห็นชอบให้นำกำไรส่วนใหญ่ของบริษัทมาลงทุนในสินทรัพย์ถาวรทั้งฟาร์ม โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ มากกว่าความคาดหวังเงินปันผล"
ขณะที่การทำตลาดในประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักสัดส่วน 80% นั้น "วสิษฐ" ระบุว่า เบทาโกรจะให้ความสำคัญกับ “ผู้บริโภค” หรือ End user มากขึ้นจากในอดีตที่มุ่งเจาะลูกค้าธุรกิจ (บีทูบี) การส่งออก เป็นหลัก
“ทิศทางของเบทาโกร เราจะให้ความสำคัญกับคอนซูเมอร์มากขึ้น หมายความว่าเราต้องมาพร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างแบรนด์ ช่องทางจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า เราจะทำทุกทาง เพื่อให้เป็นตัวเลือกที่ดีให้กับผู้บริโภค”
นอกจากนี้ แต่ละปียังทุ่มงบประมาณเพิ่มหลายร้อยล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมการตลาดและประชาสัมพันธ์สินค้า สร้างแบรนด์ เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งต้องยอมรับว่าคู่แข่งใช้กลยุทธ์ใน “เชิงรุก” สูงมาก เบทาโกรจึงอยู่เฉยไม่ได้ อาทิ การ "ปั้นแบรนด์ใหม่" ในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 5-6 แบรนด์ และปลายปีนี้ถึงต้นปี 2558 จะเปิดแบรนด์ใหม่เพิ่ม 2-3 แบรนด์ โดยอยู่ระหว่าทำงานร่วมกับเจ้าของแบรนด์
เขายังกล่าวถึงความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคตว่า เกิดจากความเสี่ยงด้านกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ภาคครัวเรือนที่สูง และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของไทย ที่เติบโตต่ำกว่าเป้าหมาย
ส่วนการเปิดเออีซี ในปลายปี 2558 มองว่า จะทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้มากขึ้น ทำให้ "พื้นที่ชายแดน" ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด กลายเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจ
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเปิดเออีซี บริษัทได้เข้าไปลงทุนทำธุรกิจปศุสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา และอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรในพม่า อย่างไรก็ตาม การรุกธุรกิจในอาเซียน ยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงทั้งกฎหมาย การเมือง แต่ด้วยหลายประเทศมีนโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวชี้และเปิดกว้างมากขึ้นภายใต้กรอบเออีซี
ทำให้พบว่า “โอกาสทางธุรกิจมีมหาศาล”









