วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคลื่อนทัพ"แม่พิมพ์ขั้นสูง" เสริมแกร่งฮับ 7อุตสาหกรรม

อุตฯแม่พิมพ์ติวเข้ม10ปี ปักหมุดหมาย สร้างผู้ประกอบการ นำทัพข้ามผ่าน"รอยต่อ"สู่เทคโนโลยีขั้นสูง ผู้นำอาเซียน

หลังภาครัฐและเอกชน รวมถึงหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมเล็งเห็นอนาคตของ "อุตสาหกรรมไทย" จะขับเคลื่อนได้ ต้องมีอุตสาหกรรมสนับสนุน อย่าง "อุตสาหกรรมแม่พิมพ์" เข้ามามีบทบาทในการ "ยกระดับ" การผลิตเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ล้อตามแผนแม่บทอุตสาหกรรมแห่งชาติ ราวปี 2547 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน

คณะรัฐมนตรีในยุคนั้นได้ริเริ่มให้จัดตั้งโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ โดยมอบหมายให้สถาบันไทย-เยอรมัน เป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่ตั้งศูนย์กลางฝึกอบรม พัฒนา บ่มเพาะองค์ความรู้ด้านแม่พิมพ์อย่างครบวงจร

จิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน ประเมินถึงผลลัพธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาว่า หลังโครงการนี้ได้เดินหน้าไปได้ 2 เฟส โดยเฟสแรก คือ ปี 2548-2552 เป็นช่วงของการปูพื้นฐาน องค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และเฟส 2 เริ่มต้นจากปี 2553-2557 เป็นการพัฒนาต่อเนื่องเสริมองค์ความรู้ ปั้นผู้เชี่ยวชาญทักษะขั้นสูง พัฒนาผู้ประกอบการ ตลอดจนมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ

ปรากฏว่า ปฏิบัติการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก

โดยได้ "แจ้งเกิด" ผู้ผลิตแม่พิมพ์ในประเทศจากหลักร้อยเป็นพัน ขยายอุตสาหกรรมที่เคยนำเข้าอย่างเดียวมาเป็นผู้พัฒนาแม่พิมพ์ส่งออกเป็นหมื่นล้านในปัจจุบัน โดยการผลิตแม่พิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสาขาดาวเด่นหลักทำรายได้สู่ประเทศ

ปัจจุบันไทยมีโรงงานแม่พิมพ์ราว 1,061 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อแม่พิมพ์โลหะ และแม่พิมพ์พลาสติก

“จุดเริ่มต้นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม เกิดจากภาครัฐเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศให้มีศักยภาพทัดเทียมต่างชาติ สามารถผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงการผลิตครบทั้งซัพพลายเชนภายในประเทศ และป้อนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เป้าหมายที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วหลังจากต่างชาติเข้ามาลงทุน” จิรศักดิ์ กล่าว

เขาบอกว่า ปลายทางสูงสุดคือ หากแม่พิมพ์ในไทยพัฒนาได้สมบูรณ์แบบ จะช่วยลดสัดส่วนการนำเข้าแม่พิมพ์ชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ จากต่างประเทศ เป็นการประหยัดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขยายช่องทางสร้างโอกาสทางธุรกิจ

เปิดประตูต่อยอดไปสู่ขั้นมูลค่าสูงได้อย่างยั่งยืน

“10 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยมีองค์ความรู้และเป็นเจ้าของกิจการด้านแม่พิมพ์น้อยมาก แต่เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ย้ายฐานเข้ามาผลิตในไทยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง 20 ปีก่อน ทำให้ต้องนำเข้าแม่พิมพ์และชิ้นส่วนแม่พิมพ์มาผลิตในประเทศมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นจริงจังกับการปลุกปั้นอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ขึ้นในประเทศ”

จากวันที่อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ยังไม่เป็นที่รู้จัก ดังนั้น 5 ปีแรก โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ จึงเป็นช่วงของการปูพื้นฐาน ถ่ายทอดองค์ความรู้และความเข้าใจในกระบวนการผลิต เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมไทยแม่พิมพ์แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ยังขาดทักษะและประสบการณ์

นอกเหนือจากการเสริมความรู้แล้ว ยังเน้น "ต่อยอด" รูปแบบการผลิตให้กับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน แม่พิมพ์ SMEs ให้มีโอกาสยกระดับการผลิตไปสู่การทำแม่พิมพ์เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ต้องบ่มเพาะอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยในยุคบุกเบิก ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ เติมเต็มองค์ความรู้ และวิธีการใช้เครื่องจักร ตลอดจนพัฒนาบุคลากรกลุ่มช่างเทคนิคให้มีทักษะการขึ้นแม่พิมพ์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งช่างเข้ามาอบรมกับสถาบันไทย-เยอรมัน เมื่อฝึกอบรมเสร็จ ก็จะส่งช่างป้อนกลับสู่โรงงาน เพื่อเป็น "กำลังหลัก" ในการผลิตแม่พิมพ์ให้กับโรงงาน SMEs ในยุคแรกเริ่ม

ขณะเดียวกันก็เริ่มวางมาตรฐานโรงงานให้ได้มาตรฐาน ISO 9000

ที่สำคัญคือ การเริ่มต้นปูพื้นฐานด้วยการเก็บรวบรวม สถิติ งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านแม่พิมพ์โดยเฉพาะ เพื่อเป็น "กรณีศึกษา" การพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับอุตสาหกรรม ตลอดจนการจัดตั้งคลัสเตอร์ด้านงานพิมพ์ 4 คลัสเตอร์ (อุตสาหกรรมการผลิตเกี่ยวเนื่อง) เพื่อใช้เป็นแหล่งเชื่อมโยงกันระหว่างคลัสเตอร์ให้เข้มแข็ง ประกอบด้วย สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย กลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย กลุ่มนาโน โกลบอล พรีซิชั่น คลัสเตอร์ และกลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและแม่พิมพ์ไทย

“5 ปีแรก เป็นการเตรียมคน เตรียมกระบวนการผลิต เทคโนโลยี จึงต้องฝึกอบรมตั้งแต่ช่างเทคนิค ฝึกทีมอาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ฝึกช่าง โดยให้การสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวะ และขยายหน่วยงานฝึกอบรมเพื่อเป็นหน่วยร่วมในการพัฒนาบุคลากร และได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางขึ้น 7 แห่ง เพื่อดำเนินการวิจัยพัฒนางานด้านแม่พิมพ์ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 4 แห่ง" ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน กล่าว

เมื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์จนขับเคลื่อนมาได้ระดับหนึ่ง จึงเริ่มทำแผนการตลาด เปิดตัวแนะนำการผลิตกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ทำความรู้จักแหล่งผลิตและเทคโนโลยีจากไทย ด้วยการออกโรดโชว์แสดงนวัตกรรมการผลิตแม่พิมพ์และเชื่อมโยงการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เริ่มต้นจากรอบๆ อาเซียน คือ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาได้ขยายไปสู่ ญี่ปุ่น

ส่วนโครงการยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ปี 2553-2557 ได้เพิ่มเนื้อหาอบรมให้เข้มข้นขึ้น โดยแบ่งมาตรฐานเป็น 7 ระดับคือ ระดับ 1-2-3 เป็นการฝึกอบรมช่างเทคนิคเดินเครื่องระดับต้น ระดับ 4-5 คือช่างเทคนิคมีทักษะระดับเชี่ยวชาญ ระดับ 6 มีองค์ความรู้ระดับที่ออกแบบกระบวนการผลิตแม่พิมพ์ได้ด้วยตัวเอง

และขั้นสูงสุดระดับ 7 เป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneur) เป็นผู้มีความรู้ครบองค์ตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับกระบวนการผลิต จนถึงความรู้ด้านการเงิน การตลาด เพื่อนำไปบริหารจัดการธุรกิจแม่พิมพ์ได้แม่นยำ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching)

“โครงการยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ จะเพิ่มทักษะความชำนาญ และมาตรฐานการผลิตแต่ยังคงเน้นพัฒนาคน เพราะอุตสาหกรรมนี้ คนมีบทบาทถึง 40% ต้องมีส่วนของการใช้ฝีมือเข้าไปสอดแทรก เสริมจาก 60% ที่ใช้เครื่องมือ บางชิ้นการขึ้นรูปต้องผ่าน 3-4 กระบวนการ แต่ถ้าหากบางคนออกแบบได้ล้ำหน้า ก็สามารถรวบทุกกระบวนการได้ในครั้งเดียว รวมถึงการผสมสีและวัสดุที่ซับซ้อนได้ ทั้งโลหะ และพลาสติก ในกระบวนการขึ้นรูปไม่กี่ขั้นตอน ขึ้นอยู่กับเทคนิคการออกแบบในเชิงลึกมากขึ้น”

จิรศักดิ์ ยังให้มุมมองความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ว่า จะทำให้ในประเทศมีการผลิตชิ้นส่วนครบทั้งซัพพลายเชน ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา และบางส่วนได้จากการสอบถามผู้บริโภค เช่น การเปลี่ยนวัสดุกันชนรถจากโครงเหล็กมาเป็นไฟเบอร์ ซึ่งเกิดจากแนวคิดของลูกค้าที่บอกถึงความต้องการก่อน แล้วนักออกแบบจึงไปคิดค้นวิธีการผลิตมาตอบสนอง

ทั้งนี้กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมพัฒนาแม่พิมพ์เริ่มต้นจากอุตสาหกรรมในเฟสแรก ประกอบด้วย ยานยนต์และชิ้นส่วน,ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, พลาสติก, ยาง, เซรามิก กระทั่งขยายไปสู่ ยา และอากาศยาน รวมเป็น 7 อุตสาหกรรม ทำให้ไทยมีเครือข่ายการผลิตซัพพลายเชน ที่สามารถขึ้นรูปแม่พิมพ์ได้เอง หรือร่วมกันคิดค้นกับลูกค้า

การขยายตัวเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่ช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศเติบโตได้ และมีบทบาทช่วยลดต้นทุนจากการทดแทนการนำเข้าได้จากต่างประเทศ

จากสถิติในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ช่วงก่อนเริ่มต้นโครงการ ปี 2543 พบว่ามีการนำเข้าแม่พิมพ์สูงถึง 20,000 ล้านบาท แต่ส่งออกเพียง 2,000 ล้านบาท หลังจากมีการพัฒนาฝึกอบรม ยอดการส่งออกเติบโตขึ้นเป็น "5 เท่า" ในปี 2556 มีมูลค่าการส่งออก 10,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดนำเข้าเติบโตขึ้นเล็กน้อย

แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยอดนำเข้ากลับมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปี 2554 ไทยผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และขึ้นเป็นอันดับ 15 ของโลกในปีเดียวกัน และปีต่อมา คือ ปี 2555 อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเติบโตสูงถึง 68%

ส่วนปีล่าสุด คือ ปี 2556 มูลค่านำเข้าแม่พิมพ์สูงถึง 40,000 ล้านบาท เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตบวกกับอานิสงส์จากโครงการรถคันแรก ทำให้แม่พิมพ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศไม่เพียงพอ จึงต้องมีการนำเข้า

“ภาพรวมของอุตสาหกรรมเติบโตได้รวดเร็วกว่าการพัฒนาของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ในประเทศจะรองรับป้อนการผลิตได้ทัน จึงต้องมีการนำเข้ามากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา" จิรศักดิ์ อธิบาย

เขายังเล่าถึงแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ว่า สถาบันฯเดินคู่ขนานผลักดันอุตสาหกรรมอื่นๆ ไปพร้อมกัน โดยลงทุนด้านเทคโนโลยีต้นแบบให้เกิดการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ผลักดันให้มีการผลิตวัสดุซับซ้อนขึ้นและลดต้นทุนการผลิตได้ต่ำที่สุด ในขั้นตอนที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมขั้นสูงเพื่อรองรับรอยต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

“เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแต่ละครั้งทางแม่พิมพ์ก็ต้องเปลี่ยนแม่พิมพ์ขึ้นรูปใหม่ให้กับลูกค้า ธุรกิจบางรายปรับตัวได้ แต่รายที่ปรับตัวไม่ทันก็ตายไปเป็นร้อยรายก็มี เช่น แม่พิมพ์วีดีโอ ก็ไม่ได้ใช้กันแล้ว ดังนั้นอุตสาหกรรมแม่พิมพ์จึงต้องพัฒนาให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต”

เขามองแนวโน้มเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในอนาคตว่า อุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ "ความท้าทาย" รอบใหม่ กับการขยับไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ที่เปลี่ยนผ่านชิ้นส่วนการผลิตแบบเก่าในหลากหลายด้าน

ดังนั้นแม่พิมพ์ต้องพัฒนาไม่หยุดนิ่ง ต้องเรียนรู้ และฝึกอบรม คิดค้นวิจัยรูปแบบการผลิตให้พร้อมรองรับโลกเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่จะเน้นการใช้ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ที่มีความแม่นยำสูง ผิดพลาดน้อยที่สุด (High Precision) และน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ทนทาน (High Tensile) รวมถึงเทคโนโลยีชิ้นส่วนขนาดจิ๋ว กะทัดรัด (Micro) ตลอดจนการผลิตซับซ้อนมากขึ้น มีการผสมผสานหลากหลายวัสดุเข้ากันในแม่พิมพ์เดียว

ทั้งนี้ เป้าหมายการพัฒนาแม่พิมพ์สอดรับกับยุทธศาสตร์แผนแม่บทอุตสาหกรรมแห่งชาติ เป็นหนึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (ปี 2555-2559) มุ่งสู่การเพิ่มมูลค่าผลิตให้กับประเทศ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยาน หรือผลิตภัณฑ์ยา รวมถึงการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงในอุตสาหกรรมทั้ง 7 กลุ่มตามเป้าหมายเดิม โดยมีโมเดลความสำเร็จและมีขีดแข่งขันสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์กับอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นแบบ

เขายังบอกด้วยว่า โอกาสที่ไทยจะเป็น "ศูนย์กลาง" ส่งออกแม่พิมพ์ในอาเซียนขณะนี้ “มีสูง” เพราะไทยบุกเบิกพัฒนาแม่พิมพ์ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เชื่อมต่อเครือข่ายซัพพลายเชนในหลายอุตสาหกรรม จนถือได้ว่าก้าวหน้ากว่ากลุ่มประเทศในภูมิภาค และยังได้เปรียบทางภูมิศาสตร์การขนส่งด้านโลจิสติกส์

หากไทยสามารถพัฒนาแม่พิมพ์ชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมได้ครบวงจร ก็ป้อนชิ้นส่วนเครือข่ายซัพพลายเชนให้ประเทศในอาเซียนได้

แต่หากไทยยังขาดการพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมให้ “ต่อเนื่อง” ก็จะเสียโอกาสรองรับการลงทุนใหม่ที่อาจจะเปลี่ยนเป้าหมายจากไทยไปยังประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจในอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม และอินโดนีเซีย

นั่นคือ "ความจำเป็น" ของการต้องเร่งฝีเท้าการพัฒนาอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ต่อเนื่องในเฟส 3 อีก 5 ปีข้างหน้า (ปี 2558-2562) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้วให้ขึ้นไปสู่ "เทคโนโลยีขั้นสูง" ก้าวล้ำเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสู่โลกอนาคต

ก้าวขึ้นเป็น "ผู้นำอุตสาหกรรมแม่พิมพ์" ในอาเซียน รวมถึงขยายสาขาการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับผลผลิตในประเทศไทย ที่เป็นผู้ส่งออกหลักเกษตรและอาหารชั้นนำของโลก ซึ่งควรจะมีการพัฒนาแม่พิมพ์เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพื้นฐานของไทยด้วย

นี่คือ ทิศทางที่ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน ได้วางไว้

---------------------------------------------

อุตฯแม่พิมพ์ฯขี่หลังเสือ

กลับตัวไม่ได้-ไปไม่ถึง ..!!

อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ คือผู้อยู่ "หลังฉาก" ความสำเร็จของหลากอุตสาหกรรม ที่ล้วนต้องอาศัย "การขึ้นรูป" ชิ้นส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ทว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับ "ความท้าทาย" ในการพัฒนาเทคโนโลยี ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของทั้งสถานการณ์ตลาดและอุตสาหกรรม

กมล นาคะสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่กับอุตสาหกรรมแม่พิมพ์มายาวนานกว่า 20 ปี เล่าให้ฟังถึงวิวัฒนาการอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยว่า ถือกำเนิดขึ้นกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ทุนข้ามชาติแห่เข้ามาลงทุนในไทย

อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ก่อนจะแตกหน่อมาเป็นอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างเงินตราเข้าประเทศ จากการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก

จากวันนั้นถึงวันนี้ อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยเติบโตขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของอุตสาหกรรมไทย

ขณะที่อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ถือเป็นอุตสาหกรรม "เฉพาะทาง" ต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้ทักษะในการดำเนินการ ทำให้อุตสาหกรรมนี้เกิดยาก เมื่อเทียบกับการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมทั่วไป

อาทิ การเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยที่เพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว การฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 1 ล้าน ในปี 2547 และทะลุขึ้นเป็น 2.5 ล้านคันในปี 2555 กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลของการ "นำเข้า" แม่พิมพ์จากต่างประเทศมาทดแทนการผลิตในประเทศ นอกเหนือจากประเด็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการผลิต

ทว่า เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปีนี้ กลับพบว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวดี ซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ในไทยปรับตัวลดลง กดดันให้กำลังการผลิตแม่พิมพ์ไทยลดลงไปแล้วราว 30-38%

ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ยังยืดเวลาเปลี่ยนโมเดลรถยนต์แต่ละรุ่น จากรุ่นละ 5-7 ปีขยายเป็น 8-9 ปีสำหรับรถกะบะ ขณะที่รถยนต์นั่งเดิมใช้โมเดลรุ่นละ 3-5 ปีก็ยืดอายุการใช้โมเดลรถยนต์ไปอีก 6-7ปี ด้วยอิทธิพลทางการตลาดทำให้ยังกระตุ้นยอดขายได้ รถยนต์จึงมียอดความนิยมยาวนานกว่าเดิม ผู้ผลิตรถยนต์จึงไม่ต้องลงทุนพัฒนาแม่พิมพ์โมเดลใหม่ขึ้นมารองรับ ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่มองว่ารุ่งโรจน์ที่สุดของไทยยังเผชิญกับภาวะอิ่มตัว เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ยังขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาวะตลาดโลกโดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ที่เคยส่งออกรุ่งเรืองทำเงินสูงสุดเข้าก็ประเทศก็เริ่มทรงๆ ทรุดๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลทำให้อุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยเติบโตไม่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดการผลิตที่หวือหวา แม้จะซุ่มการลงทุนพัฒนาเปลี่ยนเครื่องจักรและเทคโนโลยี ก็ตาม

กมล ยังคาดว่าการผลิตรถยนต์ไทยอาจจะไม่ถึง 3 ล้านคันตามเป้าหมายปี 2560 เป็นสัญญาณที่เตือนให้รู้ว่าอุตสาหกรรมที่ขาดการเชื่อมโยงทั้งซัพพลายเชน กำลังถึงจุดที่ต้อง "หาทางออก" โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย ที่ต้องเร่งหาตลาดใหม่ในอาเซียนรองรับ โดยใช้ความได้เปรียบของการ "เกิดก่อน" ช่วงชิงความเป็น "ศูนย์กลางแม่พิมพ์อาเซียน" เมื่อเทียบกับมาเลเซีย และอินโดนีเซียยังต้องใช้เวลาเรียนรู้

ไทยได้เปรียบตรงที่เดินมาก่อน บุกเบิกก่อนยังมีแต้มต่อของทุนและองค์ความรู้ ที่ส่งออกไปทั้งยุโรป และอินเดีย ทว่าหากไม่เร่งเครื่องในไม่ช้า คู่แข่งที่มาเร็วและแรงอาจจะแซงหน้าได้

เขายังเปรียบอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยว่าเป็นอุตสาหกรรม "ขี่หลังเสือ" ลงทุน ลงแรง และพัฒนาองค์ความรู้มายาวนาน หยุดไม่ได้ต้องทำต่อไปยกระดับตัวเอง หาตลาดใหม่ๆ รองรับ เพราะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เช่นเดียวกันกับไม่มีใครทำแทนกันได้ง่ายๆ เช่นกัน