"นพ.รัชตะ" รมว.สาธารณสุข ยันปรับ "บัตรทอง" ชี้กลไกกองทุนมีจุดบกพร่อง
วานนี้ (30 ต.ค.) กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นำโดย นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มฯ นายนิมิต เทียนอุดม ผู้อำนวยมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และนางสาวสุภัทรา นาคะผิว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เข้าพบ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างการบริหารระบบกับการให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นพ.รัชตะ กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะต้องมีต่อไป เพราะเป็นกฎหมาย การพัฒนาระบบจะต้องทำให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ในส่วนของกลไกการเงินของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความเห็นว่าจะต้องมีการปรับ เนื่องจากฝ่ายให้บริการเห็นว่ามีจุดที่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อให้เกิดการบริการที่ดีที่สุด
ส่วนจะปรับเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องหารือร่วมกันอีกครั้ง โดยให้เวลาดำเนินการ 2 เดือน
"กลไกการเงินการคลังในการจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่การปรับเปลี่ยนต้องฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วนและยืนอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ฟันธงว่าจะเป็นในรูปแบบใด" นพ.รัชตะ กล่าว
นางสาวสุรีรัตน์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ควรต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างการบริหารระบบกับการให้บริการในระบบ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก โดยรับประกันว่าประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้ ได้รับบริการที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และประชาชนสามารถตรวจสอบการจัดการงบประมาณได้
"ข้อเสนอของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ คือ การคงประเภทกองทุน 9 ประเภทไว้ แต่ให้มีการจัดทำข้อมูลยืนยันว่าในระยะเวลาต่อไป สามารถปรับลดประเภทลงได้" นางสาวสุรีรัตน์ กล่าว
อนึ่ง กลไกการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวของกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบันจะจ่ายตรงไปที่หน่วยบริการโดยใช้เกณฑ์จำนวนประชากรในพื้นที่ที่รับผิดชอบ และจะแบ่งงบเหมาจ่ายฯ เป็น 9 ประเภท แต่สาธารณสุขเสนอให้ปรับลดการจัดสรรลงเหลือแค่ 4 ประเภท คือ ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน ส่งเสริมป้องกันโรค และชดเชยตามมาตรา 41 โดยให้จัดสรรงบประมาณผ่านเขต
วันเดียวกัน เครือข่ายประกันสังคม 14 องค์กร ยื่นหนังสือถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสปช. เพื่อขอให้ชะลอการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมที่จะมีการประชุมพิจารณารับหลักการวานนี้ (30 ต.ค.) เพื่อเปิดรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และขอให้นำข้อเสนอของเครือข่ายฯ บรรจุในร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย









